งานวิจัยใหม่ของ Technoserve & Sustainable Food Labสรุปการทำเกษตรฟื้นฟูแล้วเกษตรกรหายจนได้จริงไหม
- coffeetravelermag
- Aug 3
- 1 min read
บทวิเคราะห์เชิงลึกจากงานวิจัย "Can Regenerative Coffee Farming Deliver Living Incomes? It Depends, Analysis Shows" จัดทำโดย TechnoServe ร่วมกับ Sustainable Food Lab โดยใช้ข้อมูลการสร้างแบบจำลองเศรษฐกิจฟาร์ม (Farm-Level Financial Modeling) ครอบคลุมเกษตรกรรายย่อยใน 7 ประเทศผู้ผลิตกาแฟหลัก เพื่อตอบคำถามเชิงโครงสร้างว่า เกษตรฟื้นฟู (Regenerative Agriculture) สามารถแก้ปัญหายากจนเรื้อรังในซัพพลายเชนกาแฟได้จริง หรือเป็นเพียงวาทกรรมทางการตลาดของฝั่งผู้ซื้อ
องค์กร TechnoServe และ Sustainable Food Lab ได้สร้างกรอบการประเมินโดยคำนวณจากรายได้พอกินพอใช้ ที่ครอบคลุมค่าอาหาร, ที่อยู่อาศัย, การศึกษา, การรักษาพยาบาล และทุนสำรองฉุกเฉินสำหรับครอบครัว เปรียบเทียบกับ รายได้สุทธิของครัวเรือนเกษตรกร

การศึกษานี้ไม่ได้มองเพียงผลผลิตต่อไร่เท่านั้น แต่คำนวณไปถึงโครงสร้างบัญชีฟาร์มอย่างรอบด้าน ตั้งแต่รายรับกับปริมาณผลผลิตกาแฟ x ราคาหน้าสวนบวกกับรายได้จากการขายพืชแซม บวกรายได้นอกภาคเกษตร และรายจ่ายที่คำนวณจากค่าแรงงาน ทั้งแรงงานว่าจ้างและมูลค่าแรงงานในครัวเรือน, ค่าปัจจัยการผลิต เช่น ปุ๋ย, สารเคมี, เมล็ดพันธุ์, ค่าเสื่อมและค่าบำรุงรักษา และแบบจำลองที่ประเมินการเปลี่ยนผ่านไปสู่เกษตรฟื้นฟู ซึ่งส่งผลต่อการเพิ่มขึ้นของผลผลิต และการลดลงหรือการเปลี่ยนแปลงของต้นทุนปัจจัยการผลิตเคมี
ผลการวิเคราะห์ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า บริบทของพื้นที่และขนาดแปลงปลูก คือตัวกำหนดว่าเกษตรฟื้นฟูจะส่งให้เกษตรกรหลุดพ้นจากความยากจนได้หรือไม่ ซึ่งในรายงานสรุปผลการประเมิณไว้ดังนี้
ประเทศเอธิโอเปีย ที่เกษตรกรมีต้นทุนการผลิตเดิมที่ต่ำ และกาแฟมีคุณลักษณะเฉพาะ (Specialty/Unique Profiles) เมื่อปรับมาใช้เกษตรฟื้นฟู ต้นทุนปัจจัยการผลิตเคมีแทบไม่เพิ่มขึ้น แต่ผลผลิตและคุณภาพเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ส่งผลให้รายได้สุทธิข้ามพ้นเกณฑ์ ประเทศเวียดนาม ที่แม้ส่วนใหญ่จะเป็น Robusta แต่เกษตรกรเวียดนามมีความเชี่ยวชาญด้านการจัดการฟาร์มและมีผลผลิตต่อไร่สูงเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว การทำเกษตรฟื้นฟู ช่วยลดการใช้ปุ๋ยเคมีและน้ำอย่างสิ้นเปลือง ทำให้ลดต้นทุนก้อนใหญ่ลงได้ทันที เพิ่มกำไรสุทธิอย่างมหาศาล
กลุ่มที่ขยับเข้าใกล้ แต่ยังไม่พ้นขีดความยากจน อย่างฮอนดูรัสและเคนยานั้น เกษตรกรในสองประเทศนี้ได้รับการยกระดับรายได้ขึ้นมาอย่างมากจากผลผลิตที่เพิ่มขึ้น แต่ยังคงติดช่องว่างเล็กน้อย เนื่องจากความผันผวนของค่าแรงงานท้องถิ่นและต้นทุนการปรับปรุงแปลงปลูกในช่วงแรก ส่วนกลุ่มที่ 3 ด้วยข้อจำกัดเชิงโครงสร้างที่เกษตรฟื้นฟูแก้ไม่ได้ อย่างเช่นประเทศยูกันดา, เปรู และ อินโดนีเซีย แบบจำลองชี้ว่า ต่อให้เกษตรกรใน 3 ประเทศนี้ ปรับใช้เทคนิคเกษตรฟื้นฟูจนสมบูรณ์แบบ รายได้สุทธิก็ยังคงโตได้สูงสุดเพียง ~50% ของเกณฑ์ Living Income เท่านั้น ด้วยสาเหตุหลัก เพราะขนาดพื้นที่ถือครองทำการเกษตรเล็กเกินไป เช่น แปลงปลูกขนาดต่ำกว่า 1 เฮกตาร์ (ประมาณ 6.25 ไร่) ต่อให้ทำผลผลิตต่อไร่ได้สูงสุดในโลก ปริมาณกาแฟรวมที่ขายได้ก็ไม่เพียงพอต่อการเลี้ยงดูครอบครัว

งานวิจัยของ TechnoServe & Sustainable Food Lab ให้ข้อสรุปเชิงตรรกะที่สำคัญคือ เทคนิคการปลูกพืช ไม่สามารถทดแทนราคาที่ไม่เป็นธรรมได้ ข้อสรุปที่แหลมคมที่สุดจากงานวิจัยชิ้นนี้ ไม่ใช่เรื่องเทคนิคการปรับปรุงดินหรือการเพิ่มผลผลิต หากแต่เป็นตรรกะความจริงที่ว่า เทคนิคการเกษตรที่ดีเยี่ยม ไม่สามารถชดเชยราคาที่ไม่เป็นธรรมได้
ผู้วิจัยได้พิสูจน์ข้อเท็จจริงนี้ผ่านการทำแบบจำลองความไวต่อราคาตลาด โดยทดลองปรับเปลี่ยนราคาหน้าสวนที่เกษตรกรได้รับ เพื่อดูว่าปัจจัยด้านราคาจะส่งผลกระทบอย่างไรต่อเป้าหมายรายได้พอกินพอใช้ของเกษตรกรที่เปลี่ยนมาทำเกษตรฟื้นฟูแล้ว และผลลัพธ์ที่ได้ก็สะท้อนภาพเชิงโครงสร้างไว้อย่างน่าสนใจว่า เมื่อราคาขยับขึ้นเพียงเล็กน้อย (+25%) พลังของราคาที่เพิ่มขึ้นเพียงหนึ่งในสี่ เมื่อนำมาผสานกับผลผลิตและคุณภาพที่เพิ่มขึ้นจากการทำเกษตรฟื้นฟู จะส่งผลทันทีให้เกษตรกรใน ฮอนดูรัส สามารถยกระดับรายได้จนก้าวข้ามพ้นขีดความยากจน กลายเป็นประเทศที่สามในงานศึกษานี้ ต่อจากเอธิโอเปียและเวียดนาม ที่บรรลุเป้าหมาย Living Income ได้สำเร็จ
เมื่อเกิดสภาวะราคาพุ่งสูง (+50%) เรียกว่าหากราคาหน้าสวนปรับตัวสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด เช่นเดียวกับสภาวะวิกฤตราคาตลาดโลกในปี 2025 เกษตรกรในเกือบทุกประเทศที่ศึกษา จะสามารถหลุดพ้นจากความยากจนได้ยกแผง เว้นเสียแต่เกษตรกรในยูกันดาและอินโดนีเซีย ซึ่งต่อให้ราคาจะดีเพียงใด ข้อจำกัดเรื่องของขนาดพื้นที่ทำการเกษตรที่เล็กเกินไป ก็ยังคงเป็นข้อจำกัดที่ขัดขวางไม่ให้พวกเขามีรายได้เพียงพอต่อการดำรงชีพอยู่ดี
และเมื่อราคาตลาดตกต่ำ (-25%) ก็นับเป็นสถานการณ์ที่ตบหน้าฝั่งผู้ซื้ออย่างรุนแรงที่สุด เพราะหากราคาหน้าสวนลดลงเพียง 25% ผลประโยชน์และรายได้ส่วนเกินทั้งหมดที่เกษตรกรทุ่มเทเหน็ดเหนื่อยจากการปรับเปลี่ยนมาทำเกษตรฟื้นฟู จะถูกลบล้างจนหมดสิ้น ต่อให้พวกเขาสามารถบำรุงดินจนเพิ่มผลผลิตต่อไร่ได้สูงขึ้นแค่ไหน แต่เมื่อถูกซ้ำเติมด้วยราคาที่ไม่เป็นธรรม เกษตรกรก็ต้องดิ่งกลับเข้าสู่วิกฤตความยากจนเรื้อรังตามเดิม
งานวิจัยชี้ให้เห็นตรรกะที่บิดเบี้ยวในซัพพลายเชนกาแฟยุคปัจจุบันอย่างชัดเจน การผลักดันให้เกษตรกรรับภาระและต้นทุนในการปรับเปลี่ยนมาทำ "Regenerative" โดยที่ฝั่งผู้ซื้อไม่มีการประกันราคา หรือไม่จ่ายค่าพรีเมียมที่สะท้อนต้นทุนจริง คือการโยนความเสี่ยงของห่วงโซ่อุปทานไปให้เกษตรกรแบกรับฝ่ายเดียว
ในรายงานยังสรุปไว้อย่างชัดเจนว่า การสร้างรายได้พอกินพอใช้ ให้เกิดขึ้นจริงในอุตสาหกรรมกาแฟ ไม่สามารถสำเร็จได้ด้วยการสั่งให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีปลูกเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเกิดจาก ความรับผิดชอบร่วมกันทั้งห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การปรับเปลี่ยนนโยบายการจัดซื้อ โดยเลิกใช้กลไกราคาตลาดโลกเป็นเกณฑ์เดียวในการซื้อขาย แต่ต้องนำแนวคิดการประกันราคาขั้นต่ำ และสัญญาซื้อขายระยะยาวมาใช้ เพื่อให้เกษตรกรมีความมั่นคงทางรายได้มากพอที่จะลงทุนในระยะยาว และสนับสนุนเงินทุนตรงในการปรับปรุงแปลงปลูกและอุดหนุนรายได้ ในช่วงที่ผลผลิตตกต่ำ ในการเปลี่ยนผ่านช่วงแรกของการแก้ปัญหาที่ดินและพืชเสริม สำหรับกลุ่มประเทศที่ที่ดินทำการเกษตรเล็กเกินไป ต้องมุ่งเน้นการสร้างรายได้นอกภาคเกษตร และการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์ที่เข้มแข็ง เพื่อเพิ่มอำนาจต่อรอง ไม่ใช่พึ่งพากาแฟเพียงอย่างเดียว
อ้างอิงแหล่งที่มาของข้อมูล
Primary Source: TechnoServe & Sustainable Food Lab Analysis Report: "Can Regenerative Coffee Farming Deliver Living Incomes? It Depends, Analysis Shows"
Analytical Framework: Living Income Community of Practice (LICOP) Benchmarks & Farm-level Economic Modeling.
นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
Facebook : Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag















Comments