เข้าใจรัฐฯ ที่ดันกาแฟสำเร็จรูปเข้าจีน แต่ทำไมต้องไม่ทิ้ง “สารกาแฟดิบ” โอกาสพันล้านของต้นน้ำไทยในตลาดจีน ที่ติด GACC จนขาดโอกาสของเกษตรกรกาแฟไทย
- coffeetravelermag
- Jul 18
- 1 min read

เมื่อไม่นานมานี้ มีประเด็นร้อนในวงการกาแฟไทย เกี่ยวกับการที่ภาครัฐฯ โดยกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) ที่พยายามผลักดันการส่งออกกาแฟสำเร็จรูป (Instant Coffee) ที่ผลิตในประเทศไทยไปยังตลาดโลกอย่างจีน ด้วยตัวเลขที่ DITP อ้างคือ มูลค่าตลาดอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปของจีน เติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา จาก 22,100 ล้านหยวน (ประมาณ 107,627 ล้านบาท) ในปี 2020 เพิ่มเป็น 86,500 ล้านหยวน (ประมาณ 421,055 ล้านบาท) ในปี 2025 และคาดว่าจะเพิ่มเป็น 159,000 ล้านหยวน (ประมาณ 774,330 ล้านบาท) ภายในปี 2030 และจากสถิติที่จีนนำเข้ากาแฟจากไทย พบว่า ในปี 2020 มีมูลค่า 18,574 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 678,951 บาท) และในปี 2025 มูลค่า 234,873 เหรียญสหรัฐ (ประมาณ 8,572,865 บาท) เติบโตถึง 1,164.5% ในระยะเวลา 5 ปี

อย่างไรก็ตาม การขยับตัวของภาครัฐฯ ในครั้งนี้ กลับทำให้นักพัฒนาและผู้ผลิตกาแฟต้นน้ำในไทย ต่างก็ตั้งคำถามกลับไปยังกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ทำไมเราจึงมองข้ามเมล็ดกาแฟดิบ (Green Coffee Beans) คุณภาพสูงของไทยที่ตลาดโลกกำลังสนใจ โดยเฉพาะกับประเทศจีน ซึ่งเป็นประเทศใหม่และใหญ่มากในการบริโภคกาแฟ ที่ทุกชาติต่างจ้องกันตาเป็นมัน
ความจริงคือ ปัจจุบันสารกาแฟไทยยังไม่สามารถส่งออกไปยังประเทศจีน ซึ่งเป็นตลาดกาแฟที่เติบโตเร็วที่สุดในโลกได้อย่างถูกกฎหมาย ด้วยเหตุผลเพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 41 ประเทศที่ได้รับอนุญาตจากสำนักงานทั่วไปด้านศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน (GACC)
แต่ที่น่าแปลกใจคือ ในรายชื่อนั้น กลับมีประเทศที่แทบไม่มีพื้นที่ปลูกกาแฟเลยอย่างสหราชอาณาจักร ออสเตรีย อิตาลี เยอรมนี ฝรั่งเศส สเปน สวิตเซอร์แลนด์ และสิงคโปร์ หรือแม้แต่ไต้หวัน และบางประเทศที่ผลิตกาแฟได้น้อยมากก็ยังอยู่ในลิส ขณะที่เพื่อนบ้านอาเซียนอย่างเวียดนาม อินโดนีเซีย และลาว สามารถส่งออกสารกาแฟไปจีนได้อย่างไร้อุปสรรค
มีคำอธิบายในทางศุลกากรระบุไว้ว่า ประเทศแถบยุโรปและสิงคโปร์เหล่านั้น ได้รับสิทธิ์ในฐานะ "Trading & Processing Hub" หรือศูนย์กลางการคั่วและแปรรูป ซึ่งในทางกฎหมาย ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพสินค้าอย่างมีนัยสำคัญจนได้ C/O ใหม่ ส่วนประเทศเพื่อนบ้านเรา ได้สิทธิ์เพราะภาครัฐของเขาทำข้อตกลงทวิภาคีและผ่านกระบวนการตรวจประเมินความเสี่ยงศัตรูพืช (Pest Risk Analysis - PRA) กับจีนสำเร็จแล้ว แต่สำหรับประเทศไทย ประตูบานนี้ยังคงปิดสนิท และคำถามก็คือ แล้วเราต้องเสียโอกาสไปมากน้อยแค่ไหน เพราะลำพังเพียงประสบการณ์ตรงของผู้พัฒนาสายพันธุ์และโรงคั่วในไทย ก็พบข้อจำกัดนี้ขวางทางอยู่เช่นกันในหลายกรณี
เพราะในทุก ๆ ปี โรงคั่วและบริษัทจากประเทศจีนที่มีกำลังซื้อสูงที่สุดในโลก พยายามติดต่อขอซื้อสารกาแฟจากเกษตรกรไทยโดยตรง รวมถึงมีความต้องการที่จะเข้าร่วมประมูลในเวทีสำคัญอยู่หลายเวทีที่จัดอยู่ในไทย แต่พวกเขาก็ถูกตัดสิทธิ์ทางอ้อมด้วยข้อกฎหมาย GACC นี้

แล้วทำไมภาครัฐฯ ไทย ถึงมองไม่เห็นกับปัญหาเช่นนี้ อาจเป็นเพราะรากเหง้าของปัญหามาจากกรอบความคิดแบบเก่าของข้าราชการไทย ที่มักประเมินคุณค่าของสินค้าเกษตรด้วยตัวเลขปริมาณและมูลค่ารวมของผลิตภัณฑ์มวลรวม (Commodity GDP) และเมื่อภาครัฐฯ มองเข้ามาในอุตสาหกรรมกาแฟของไทย พวกเขาอาจจะเห็นข้อมูลว่า ประเทศไทยผลิตกาแฟได้น้อยประเทศไทยเป็นประเทศนำเข้าสุทธิ คือผลิตไม่พอดื่มในประเทศ ต้องนำเข้าปีละหลายหมื่นตัน และในเมื่อผลิตเองยังไม่พอใช้ แล้วจะไปดิ้นรนเปิดตลาดส่งออกไปทำไม ซึ่งแนวคิดแบบนี้อาจเป็นไปได้ในมุมมองภาครัฐฯ
ภาครัฐฯ จึงเลือกที่จะทุ่มทรัพยากรไปกับการเปิดตลาดสินค้ากลุ่มผลไม้สดแทนตามข่าวที่ออกมา เช่น ทุเรียน มังคุด ที่ทำเงินเข้าประเทศเป็นกอบเป็นกำในเชิงปริมาณ หรือหันไปผลักดันกาแฟแปรรูป กาแฟสำเร็จรูป เพราะมองว่าเป็นการเพิ่มมูลค่าเชิงอุตสาหกรรมโรงงาน โดยละเลยการทำข้อตกลงด้านสุขอนามัยพืช (SPS) สำหรับเมล็ดดิบกับ GACC
และมันถึงเวลาแล้วหรือยัง ที่กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ ต้องรื้อกระบวนทัศน์ใหม่ และทำความเข้าใจกับคำว่า Specialty Coffee หรือกาแฟพิเศษให้อย่างลึกซึ้ง
กาแฟไทยที่เรากำลังพูดถึง ไม่ใช่สินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity) ที่ซื้อขายกันตามราคาตลาดโลก ที่มีราคาต่อกิโลกรัมละไม่กี่สิบบาท แต่กาแฟกลุ่มนี้ เป็นสินค้ากลุ่ม Micro-lot / Specialty ที่มีราคาซื้อขายจริง เริ่มตั้งแต่กิโลกรัมละ 500 บาท ไปจนถึงระดับหลายพันหรือหมื่นบาทในเวทีประมูล กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรฯ น่าจะต้องเลิกถามว่าไทยจะส่งออกกาแฟได้กี่ตัน แต่น่าจะต้องถามว่า เราจะทำอย่างไรให้กาแฟ 1 กิโลกรัมของเกษตรกรไทย มีมูลค่าสูงที่สุดในตลาดโลกได้มากกว่า
ที่นี้เมื่อมาถึงกรอบความคิดของการปลดล็อก GACC ในหมวดเมล็ดกาแฟดิบ จึงไม่ได้อยู่ในกรอบคิดที่ว่า ทำเพื่อเพิ่มโวลุ่มการค้าภาพรวมของประเทศ แต่มันจะไปอยู่ในกรอบความคิดที่ว่า เรากำลังทำเพื่อยกระดับรายได้เกษตรกรต้นน้ำโดยตรง เพราะการเปิดประตูสู่ประเทศจีน ที่มีกลุ่มประชากรรายได้สูง และสังคมนักดื่มกาแฟคลื่นลูกที่สาม ที่พร้อมจ่ายให้กับกาแฟระดับประกวด จะทำให้เม็ดเงินไหลตรงสู่ชุมชนผู้ปลูกกาแฟบนดอยสูงของไทย โดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลางในระดับอุตสาหกรรมและเป็นการสร้างแบรนด์ดิ้งประเทศ เพราะกาแฟพิเศษทำหน้าที่เสมือนไวน์โลกใหม่ การที่กาแฟไทยไปปรากฏบนชั้นวางที่เซี่ยงไฮ้ หรือถูกใช้โดยแชมป์บาริสตาบนเวทีโลก มันคือการประกาศศักดาศักยภาพทางเกษตรกรรมและอัตลักษณ์ของไทย ซึ่งประเมินค่าเป็นเงินไม่ได้ รวมทั้งในวันนี้ วันที่ทุกคนกำลังรับรู้ได้ว่า พื้นที่ปลูกกาแฟลดลงจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลง การส่งเสริมให้เกษตรกรผลิตกาแฟน้อยลง แต่ประณีตขึ้น แล้วขายได้ราคาสูง มันก็คือโมเดลความยั่งยืนที่แท้จริง

เพราะฉะนั้น การรอคอยให้ระบบราชการขับเคลื่อนตามวงรอบปกติ อาจต้องใช้เวลาอีก 3 - 5 ปี ซึ่งหมายถึงความสูญเสียทางโอกาสอีกนับพันล้านบาท เราเองซึ่งเป็นภาคเอกชนที่อยู่ในวงการกาแฟ เช่น สมาคมต่าง ๆ องค์กรต่าง ๆ น่าจะต้องร่วมกันทำ Data Quantification ตีมูลค่าความสูญเสียโอกาสแบบที่กล่าวมานี้ ออกมาเป็นตัวเลขที่จับต้องได้ เพื่อยื่นคำร้องร่วม เพื่อบีบให้กรมวิชาการเกษตรและภาครัฐฯ เร่งยื่นเปิดตลาดเมล็ดกาแฟดิบและทำกระบวนการ Pest Risk Analysis (PRA) กับ GACC ของจีนให้เป็นวาระเร่งด่วน และต้องหยุดมองกาแฟไทยด้วยสายตาแห่งปริมาณในตู้คอนเทนเนอร์ แต่ให้มองด้วยสายตาแห่งคุณค่าและศักดิ์ศรีของเกษตรกรไทยในตลาดระดับบนสุดของโลกแทน
นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
Facebook : Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag















Comments