The Eastward Shift เมื่อขั้วอำนาจโลกกาแฟ หมุนตามเข็มนาฬิกามาหยุดอยู่ที่เอเชีย
- coffeetravelermag
- Jun 26
- 1 min read

ในอดีตที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบัน ทิศทางและวัฒนธรรมของโลกกาแฟ มักจะถูกกำหนดโดยชาติตะวันตกเป็นส่วนใหญ่ ตั้งแต่คลื่นลูกแรกที่เน้นการบริโภคในเชิงอุตสาหกรรม คลื่นลูกที่สองที่นำโดยเครือข่ายร้านกาแฟยักษ์ใหญ่อย่าง Starbucks มาจนถึงคลื่นลูกที่สามและสี่ ที่มุ่งเน้นความเป็น Specialty Coffee แต่ทว่าในปัจจุบัน ศูนย์กลางอำนาจและนวัตกรรมของอุตสาหกรรมนี้กำลังเกิดการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่ มุ่งหน้าสู่เอเชียตะวันออกและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งกำลังกลายเป็นผู้ขับเคลื่อนหลักที่จะกำหนดอนาคตของธุรกิจกาแฟโลก
การคาคการณ์นี้ ผู้เชี่ยวชาญประเมินจากมูลค่าการตลาดและตัวเลขการเติบโตที่เป็น "Growth Engine" ของโลก เพราะเมื่อพิจารณาในแง่ของตัวเลขและสถิติเชิงปริมาณ ข้อมูลจากสำนักวิจัยระดับโลก ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เอเชียคือภูมิภาคที่มีพลวัตสูงสุดในปัจจุบัน เพราะมีมูลค่าและการเติบโตที่เหนือกว่ามากอยู่ในขณะนี้ รายงานจาก Innova Market Insights และหน่วยงานวิเคราะห์ข้อมูลเศรษฐกิจระบุว่า ตลาดกาแฟในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก มีมูลค่าตลาดรวมพุ่งสูงเกินกว่า 40,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยสะสมต่อปีอยู่ที่ประมาณ 7.5% - 8.2% ซึ่งนับเป็นตัวเลขที่สูงที่สุดเมื่อเทียบกับภูมิภาคอื่นทั่วโลก และเนื่องจากการชะลอตัวของโลกตะวันตก ที่มีตลาดดั้งเดิมอย่างอเมริกาเหนือและยุโรป กลับมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยชะลอตัวลงมาอยู่ที่เพียง 3% - 4% ต่อปี เท่านั้น เนื่องจากสภาวะตลาดที่อิ่มตัวสูง ทำให้เม็ดเงินลงทุนและแบรนด์ระดับโลกต่างหันมาจับตามองเอเชียในฐานะเครื่องจักรผลิตรายได้ตัวใหม่

ข้อมูลจาก World Coffee Portal เผยว่า เอเชียตะวันออกได้กลายเป็นภูมิภาคที่มีตลาดร้านกาแฟแบรนด์เนมที่ใหญ่ที่สุดในโลกเป็นที่เรียบร้อยแล้ว (ปรบมือ) ด้วยจำนวนหน้าร้านรวมกันมากกว่า 161,000 แห่ง ทิ้งห่างยุโรปที่มีราว 51,000 แห่งอย่างขาดลอย ด้วยมหาอำนาจใหม่อย่างพี่จีน ที่กลายเป็นสมรภูมิหลักที่พลิกโฉมหน้าประวัติศาสตร์นี้ลงอย่างราบคราบ โดยปัจจุบันมีจำนวนร้านกาแฟทะลุ 81,500 สาขา แซงหน้าสหรัฐอเมริกาขึ้นเป็นอันดับ 1 ของโลก แบรนด์ท้องถิ่นอย่าง Luckin Coffee และ Cotti Coffee ใช้เทคโนโลยีระบบจองและสั่งซื้อผ่านแอปพลิเคชัน ร่วมกับโรงคั่วอัจฉริยะระบบอัตโนมัติ ในการขยายสาขาอย่างรวดเร็วและทำสงครามราคาจนดันให้กาแฟกลายเป็นเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันของคนเมืองไปในที่สุด
นอกจากจำนวนร้านกาแฟที่มากกว่า มีการนำเทคโนโลยีมาใช้ในวงการกาแฟด้วยระบบอัจฉริยะของพี่ใหญ่จีนแล้ว ทิศทางการไหลของวัฒนธรรมก็เปลี่ยนไปด้วย แต่เดิมเอเชียเป็นผู้รับวัฒนธรรมประเภท Espresso หรือ Flat White เข้ามาอยู่ในรสนิยมการดื่ม แต่ในปัจจุบัน เอเชียกลายเป็นผู้ส่งออกนวัตกรรมเครื่องดื่ม ย้อนกลับไปยังตะวันตกแทน ด้วยเมนูกาแฟสไตล์ฟิวชัน เช่น Coconut Latte, กาแฟผสมน้ำผลไม้รสเปรี้ยว (Yuzu/ส้มเขียวหวาน) รวมถึงการใช้ส่วนผสมพฤกษชาติและพืชทางเลือก ซึ่งถูกคิดค้นและพิสูจน์ความสำเร็จในเอเชีย ก่อนจะถูกแบรนด์ตะวันตกนำไปลอกเลียนแบบในระดับสากล
ความท้าทายที่ใหญ่ที่สุดของอุตสาหกรรมกาแฟโลกวันนี้คือ Climate Change ที่ส่งผลกระทบต่อผลผลิตในบราซิลและอเมริกากลาง แต่ทว่าเอเชียมีความได้เปรียบเชิงยุทธศาสตร์ที่เรียกว่า "The Origin Advantage" คือการเป็นทั้งภูมิภาคผู้ผลิตกาแฟสารและเป็นทั้งผู้บริโภครายใหญ่อยู่ในเวลาเดียวกัน

การเชื่อมโยงระหว่างผู้ซื้อในประเทศแถบเอเชียตะวันออก เช่น ญี่ปุ่น, เกาหลีใต้ หรือไต้หวัน กับแหล่งปลูกคุณภาพสูงในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม, อินโดนีเซีย, ไทย, ลาว ทำให้เกิดห่วงโซ่อุปทานระยะสั้น ซึ่งช่วยลดต้นทุนด้านโลจิสติกส์ มีความยืดหยุ่นสูง สามารถทำระบบตรวจสอบย้อนกลับได้อย่างแม่นยำ และยังตอบโจทย์เกณฑ์การดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืน ที่ผู้บริโภคยุคใหม่ให้ความสำคัญ
ภายใต้การเปลี่ยนผ่านทางโครงสร้างทางเศรษฐกิจกาแฟที่เป็นอยู่ในขณะนี้ ประเทศไทยถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีศักยภาพและความพร้อมในระดับต้น ๆ เนื่องจากเรามี Value Chain ที่สมบูรณ์แบบตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ ซึ่งหาได้ยากในประเทศผู้นำเข้ากาแฟอื่น ๆ มันจึงเป็นโอกาสสำคัญของเกษตรกรและวงการกาแฟไทยในการก้าวขึ้นสู่ระดับสากล ด้วยการยกระดับสู่สเปกคุณภาพสูง และหรือการโปรเซสพิเศษ เพราะความต้องการกาแฟในกลุ่ม Specialty Coffee ของเอเชีย เติบโตขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ เกษตรกรไทยในแหล่งปลูกสำคัญที่มีอยู่หลายแหล่งปลูกทั่วไทย ก็มีโอกาสสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับกาแฟสารด้วยการหันมาเน้นการผลิตในรูปแบบ Micro-lots คุมมาตรฐานความชื้นและขนาดเมล็ดอย่างเข้มงวด รวมถึงการใช้เทคนิคการแปรรูปขั้นสูง เช่น Anaerobic Fermentation, Barrel-aged หรือ Carbonic Maceration เข้ามาเป็นส่วนหนึ่ง เพื่อสร้างรสชาติเฉพาะตัวที่ตลาดระดับพรีเมียมในไต้หวัน ญี่ปุ่น และเกาหลีใต้ ยินดีจ่ายในราคาที่สูงกว่าราคาตลาดโลกหลายเท่า และถ้ารวมกับเทรนด์และพฤติกรรมผู้บริโภครุ่นใหม่ในปัจจุบัน ที่ยินดีสนับสนุนแบรนด์ที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม วงการกาแฟไทยก็สามารถใช้โอกาสนี้ สร้างมาตรฐานการจัดการสวนกาแฟที่ปลูกร่วมกับป่า (Agroforestry) เพื่อรักษาความหลากหลายทางชีวภาพ การทำโมเดลซื้อขายตรงที่เป็นธรรมกับเกษตรกร และนำเสนอเรื่องราวของเมล็ดกาแฟผ่านแนวคิดด้านความยั่งยืน ซึ่งนอกจากจะช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกรอย่างมั่นคงแล้ว ยังช่วยสร้างภาพลักษณ์ให้กับแบรนด์ไทยในเวทีสากลได้อีกทางหนึ่งด้วย
เพราะประเทศไทยมีวัฒนธรรมคาเฟ่และโรงคั่วที่มีความคิดสร้างสรรค์ในระดับแถวหน้าอยู่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว บาริสตาและโรสเตอร์สามารถทำหน้าที่เป็นผู้เชื่อมโยง นำเมล็ดกาแฟที่ปลูกในประเทศรวมถึงประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว เมียนมา มาสร้างสรรค์เป็นเครื่องดื่มนวัตกรรม และส่งออกโมเดลธุรกิจ คาเฟ่ดีไซน์ หรือวัฒนธรรมการดื่มแบบไทย ไปยังตลาดเอเชียตะวันออกที่กำลังเติบโตอย่างไม่หยุดยั้ง

อนาคตของโลกกาแฟ ไม่ได้ถูกกำหนดจากตึกสูงในยุโรปหรืออเมริกาอีกต่อไปแล้ว แต่มันกำลังถูกเขียนขึ้นมาใหม่ด้วยเม็ดเงิน นวัตกรรม และพลังการบริโภคในเอเชีย ที่มีพี่ใหญ่จีนเป็นหัวหมู่ทะลวงฟัน มันจะเป็นช่วงเวลาทางประวัติศาสตร์ที่วงการกาแฟไทย ตั้งแต่เกษตรกรไปจนถึงบาริสตา จะจับมือกันก้าวขึ้นไปยืนแถวหน้าในฐานะผู้ขับเคลื่อนหลักของโลกกาแฟยุคใหม่ได้อย่างสวยงาม
เป็นนิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
Facebook : Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag










![[ภาคต่อ] ทางรอดจากกฎเหล็กของ EUDR“Plot Insights” เครื่องมือกู้ชีพของเกษตรกรกาแฟตัวเล็ก ๆ](https://static.wixstatic.com/media/416a01_b1b2b7b0d4a24a85bc2da86fe69af0c4~mv2.jpg/v1/fill/w_980,h_551,al_c,q_85,usm_0.66_1.00_0.01,enc_avif,quality_auto/416a01_b1b2b7b0d4a24a85bc2da86fe69af0c4~mv2.jpg)
Comments