top of page

กาแฟไทยในยุค BCG Economyโอกาสใหม่ระหว่างความยั่งยืนกับความท้าทาย


ในรอบปีที่ผ่านมา มีเสียงพูดถึง “กาแฟไทย” ดังขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศไทย ตั้งแต่จังหวัดแม่ฮ่องสอนที่ขยายพื้นที่ปลูกกาแฟกว่า 1,500 ไร่ พร้อมสนับสนุนต้นกล้ากว่า 2 แสนต้น (โครงการ “เพาะรักษ์ เพาะกล้า กาแฟดี ที่แม่ฮ่องสอน โดยกรมส่งเสริมและจัดการสินค้าเกษตร) ไปจนถึงจังหวัดชุมพร (โครงการจัดซื้อครุภัณฑ์เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตกาแฟโรบัสตาของสำนักงานจังหวัดชุมพร) ที่เร่งพัฒนาโรงอบและโรงคั่วกาแฟในระดับจังหวัด ขณะที่จังหวัดเชียงรายก็เพิ่งเปิดตัว “กาแฟดีที่เชียงราย” เพื่อสร้างเครือข่ายการผลิตครบวงจรจากต้นน้ำถึงปลายน้ำ


โครงการทั้งหมดนี้สะท้อนภาพเดียวกันว่า ประเทศไทยกำลังใช้ “กาแฟ” เป็นโมเดลต้นแบบของ BCG Economy (Bio-Circular-Green Economy) หรือการพัฒนาเศรษฐกิจแบบองค์รวม ที่มุ่งเน้นการเติบโตทางเศรษฐกิจบนฐานของความยั่งยืนและทรัพยากรชีวภาพในท้องถิ่น


แต่คำถามคือ กาแฟไทยจะสามารถรักษาความสมดุลระหว่าง “การเติบโตทางเศรษฐกิจ” กับ “การอนุรักษ์ทรัพยากรและคุณภาพชีวิตชุมชน” ได้จริงหรือไม่


หากเราย้อนกลับไปเมื่อกว่ายี่สิบปีก่อน กาแฟยังเป็นพืชที่ถูกมองว่าเป็นทางเลือกทดแทนฝิ่น ปลูกบนพื้นที่สูง และขายผลผลิตให้พ่อค้าคนกลางในราคาต่ำ แต่ว่าในช่วง 5 -7 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง


การเติบโตของตลาด specialty coffee ในประเทศ บวกกับนโยบาย “เศรษฐกิจสีเขียว” ที่รัฐบาลผลักดัน ทำให้กาแฟไทยกลายเป็น “พืชเศรษฐกิจเชิงคุณค่า” มากกว่าพืชรายได้เสริม หลายจังหวัดเริ่มนำเทคโนโลยีการแปรรูปและการตรวจสอบย้อนกลับ (traceability) เข้ามาใช้ในระดับฟาร์ม


ในขณะเดียวกัน งานประกวดกาแฟของหลาย ๆ เวที กลายเป็นเวทีแสดงศักยภาพของผู้ผลิตท้องถิ่น โดยมีทั้งกาแฟอาราบิกาและกาแฟโรบัสตาจากหลายแหล่งที่ได้คะแนนในระดับ 85+ ซึ่งถือเป็นมาตรฐาน specialty ระดับสากล แสดงให้เห็นว่าศักยภาพของไทยไม่ได้อยู่เพียงภูมิประเทศ แต่ยังอยู่ในฝีมือ การเรียนรู้ และความตั้งใจของเกษตรกรรุ่นใหม่อีกด้วย


โครงการส่งเสริมกาแฟในระดับจังหวัด ทำให้เกษตรกรมีทางเลือกมากขึ้น โดยเฉพาะในพื้นที่บนดอย ที่ไม่สามารถปลูกพืชไร่เชิงเดี่ยวได้อย่างยั่งยืน กาแฟจึงกลายเป็นพืชที่สร้างรายได้และสอดคล้องกับระบบนิเวศ ที่สำคัญคือ เกิดการเชื่อมโยงระหว่าง “เกษตรกร โรงคั่ว และตลาด” อย่างเป็นรูปธรรม


ตัวอย่างเช่นที่จังหวัดเชียงราย กับโครงการ “กาแฟดีที่เชียงราย” ซึ่งสนับสนุนให้ชุมชนรวมกลุ่มกันในรูปสหกรณ์และสร้างแบรนด์ของตนเอง เกิดการหมุนเวียนเศรษฐกิจในชุมชน เชื่อมโยงกับแนวคิด BCG ที่ให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างรู้คุณค่า เป็นต้น


เพราะกาแฟไม่ได้เป็นเพียงสินค้าเกษตร แต่กำลังกลายเป็นเครื่องมือสื่อสารภาพลักษณ์ประเทศ เช่นเดียวกับไวน์ของฝรั่งเศสหรือชาเขียวของญี่ปุ่น หากไทยสามารถผลักดันแบรนด์ “Thai Coffee  Grown Sustainably” ให้เป็นที่รู้จักในระดับภูมิภาค ก็อาจจะเป็นโอกาสสำคัญในการยกระดับการส่งออก และสร้างอำนาจต่อรองในตลาดโลกได้


BCG Economy จึงไม่ใช่เพียงนโยบายด้านสิ่งแวดล้อม แต่คือ “กลยุทธ์เชิงเศรษฐกิจและวัฒนธรรม” ที่จะช่วยให้กาแฟไทยก้าวออกจากการเป็นสินค้าโภคภัณฑ์ สู่สินค้าพรีเมียมที่มีเรื่องราว


แต่อย่างไรก็ตาม การขยายพื้นที่ปลูกและส่งเสริมการปลูกกาแฟ อาจไม่ยั่งยืนหากไม่มีระบบรองรับที่ดีพอ หลายพื้นที่ยังขาดระบบแปรรูปที่มีมาตรฐาน หรือแม้แต่ความรู้ด้านการหมัก (Fermentation Process) ซึ่งกลายเป็นศาสตร์ใหม่ในวงการกาแฟโลก


นอกจากนี้ ปัญหาการปลูกพืชเชิงเดี่ยวก็เริ่มเกิดขึ้นด้วยเช่นกัน เพราะบางแหล่งปลูก เปลี่ยนจากการปลูกข้าวโพดหรือขิง มาปลูกกาแฟทั้งหมด โดยไม่ได้วางแผนเชิงระบบ ซึ่งอาจกระทบต่อความหลากหลายของดิน และระบบนิเวศในระยะยาว หากไม่มีแนวทาง agroforestry หรือการปลูกร่วมไม้ยืนต้นเข้ามาช่วย


อีกหนึ่งข้อจำกัดที่สำคัญ คือ ตลาดยังไม่พร้อมรองรับกาแฟคุณภาพสูงจากท้องถิ่น หลายโครงการส่งเสริมการผลิต แต่ไม่ได้สร้างช่องทางตลาดที่ยั่งยืน เกษตรกรที่พัฒนาไปถึงระดับ specialty กลับต้องขายให้ผู้ค้าคนกลางในราคาที่ไม่ต่างจากกาแฟทั่วไป เพราะยังขาดกลไกการตรวจสอบย้อนกลับและระบบการรับรองในระดับจังหวัดที่เชื่อมกับตลาดสากลได้


สิ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ ความพยายามของภาครัฐฯ ในการขยับพืชกาแฟเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจสีเขียว ซึ่งกำลังเกิดขึ้นจริง แต่ยังต้องการการบูรณาการในระดับนโยบาย โครงการในแม่ฮ่องสอน เชียงรายหรือชุมพรถือเป็นก้าวที่ดี แต่หากไม่มีการประสานข้อมูลและมาตรฐานร่วมกัน ประเทศไทยอาจมีกาแฟดีซุกตัวอยู่ในหลายโครงการ แต่ไม่มีระบบที่เป็นหนึ่งเดียวกัน ซึ่งอาจทำให้สูญเสียศักยภาพในตลาดได้


การยกระดับกาแฟไทยให้เป็นภาพลักษณ์ที่จดจำจึงจำเป็นต้องมีฐานข้อมูลแหล่งปลูก มาตรฐานการผลิตและการแปรรูปที่ตรวจสอบได้ ระบบตลาดที่เน้นความเป็นธรรม และสุดท้ายคือการสร้างแบรนด์ร่วมในระดับประเทศ คล้ายกับ Colombian Coffee หรือ Ethiopian Yirgacheffe เป็นต้น



วันนี้กาแฟไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อที่สำคัญระหว่างนโยบายแห่งความยั่งยืนกับข้อจำกัดของความเป็นจริงในพื้นที่ ด้านหนึ่งมันคือสัญลักษณ์ของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากอย่างมีคุณค่า และอีกด้านหนึ่ง มันคือบททดสอบของระบบนโยบายจากภาครัฐฯ ว่าจะสามารถทำให้การเติบโตนี้คงอยู่ได้ยาวนานหรือไม่ เพราะ “กาแฟที่ดีไม่ได้เกิดจากดินเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากระบบที่ดีด้วย”



เป็นนิตยสารรายสองเดือน ที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

Facebook : Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler


Comments


bottom of page