ผึ้งกับกาแฟ ความหลากหลายทางชีวภาพ สู่กลยุทธ์การผลิตกาแฟคุณภาพที่ได้มาจากการจัดการของธรรมชาติ
- coffeetravelermag
- 2 hours ago
- 1 min read
แม้กาแฟอาราบิกาจะเป็นพืชที่สามารถผสมเกสรได้ด้วยตัวเอง แต่ล่าสุดกับงานวิจัยจากประเทศบราซิลชี้ชัดว่า การมีผึ้งอยู่ในสวนกาแฟอย่างเหมาะสม สามารถยกระดับได้ทั้งปริมาณผลผลิต และคุณภาพของเมล็ดกาแฟ ช่วยเพิ่มรายได้ให้กับเกษตรกรได้จริง

นักวิจัยชาวบราซิลเริ่มผลักดันแนวคิด “Managed Pollination Services” หรือการจัดการผึ้งเพื่อสนับสนุนการผลิตกาแฟอย่างเป็นระบบ การศึกษาหลายชิ้นจากสถาบันวิจัยด้านเกษตรและนิเวศวิทยาในบราซิล พบผลลัพธ์ที่สอดคล้องกันในหลายประเด็นสำคัญ คือ สามารถเพิ่มผลผลิตได้อย่างมีนัยสำคัญ แปลงกาแฟที่มีผึ้งป่าหรือผึ้งเลี้ยงเข้ามาช่วยผสมเกสรนั้น จะให้ผลผลิตสูงกว่าแปลงทั่วไปโดยเฉลี่ย 10–30% แต่ก็ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและความหลากหลายของชนิดผึ้งด้วยเช่นกัน ทำให้เมล็ดมีความสมบูรณ์มากยิ่งขึ้น มีไซต์ที่สม่ำเสมอ เพราะด้วยการผสมเกสรที่สมบูรณ์ จึงช่วยให้ผลกาแฟพัฒนาได้อย่างเต็มที่ ทำให้ลดสัดส่วนเมล็ดลีบ เมล็ดแฝด และเพิ่มสัดส่วนเมล็ดเกรดคุณภาพได้มากยิ่งขึ้น และสุดท้ายคือการได้คุณภาพของเครื่องดื่มที่ดีขึ้น ซึ่งงานทดลองบางชิ้นบอกว่า กาแฟจากแปลงที่มีผึ้งช่วยผสมเกสรนั้น จะทำให้ค่า sensory ดีขึ้น โดยเฉพาะ sweetness และ balance
ชนิดของผึ้งที่นักวิจัยบราซิลพูดถึงนั้น ก็ไม่ได้มีแค่ชนิดเดียวเท่านั้น เพราะจุดสำคัญของงานวิจัยชิ้นนี้คือ เขาไม่ได้เน้นเฉพาะผึ้งเลี้ยงเชิงพาณิชย์ (เช่น honeybee) แต่ให้ความสำคัญกับผึ้งท้องถิ่นและผึ้งที่ไม่มีเหล็กใน (stingless bees) ซึ่งมีบทบาทสูงในระบบนิเวศกาแฟเขตร้อน นักวิจัยยังพบด้วยว่า ความหลากหลายของชนิดผึ้ง จะมีผลต่อประสิทธิภาพการผสมเกสรมากกว่าจำนวนผึ้งเพียงชนิดเดียว ซึ่งสิ่งที่นักวิจัยของบราซิลกำลังผลักดันอยู่นั้น จึงไม่ใช่แค่การอนุรักษ์ผึ้ง แต่คือการนำผึ้งมาเป็นส่วนหนึ่งของระบบการผลิตกาแฟ และมีแนวทางปฏิบัติที่ถูกนำเสนอออกมาในกระบวนการนี้ เช่น การติดตั้งรังผึ้งในตำแหน่งที่เหมาะสมช่วงออกดอก การปลูกพืชหลากหลายชนิดรอบแปลงกาแฟ ลดหรือเลี่ยงสารเคมีในช่วงดอกบาน และการออกแบบฟาร์มให้เอื้อต่อที่อยู่อาศัยของผึ้งป่า ซึ่งทั้งหมดนี้จะช่วยให้ผึ้งทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพ โดยเกษตรกรไม่ต้องเพิ่มต้นทุนสูงเท่าการใช้เทคโนโลยี และยิ่งเราเข้าสู่ยุคของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศหรือ Climate Change อย่างทุกวันนี้ด้วยแล้ว ซึ่งทำให้ฤดูกาลออกดอกแปรปรวน การมีระบบผสมเกสรที่สมบูรณ์โดยธรรมชาตินั้น ก็จะช่วยลดความเสี่ยงด้านผลผลิตได้ในระยะยาว เพราะนักวิจัยบราซิลมองว่า ผึ้งไม่ใช่แค่เรื่องสิ่งแวดล้อมเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเครื่องมืออีกชิ้นหนึ่งของเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟ
แนวคิดของการเลี้ยงผึ้งนี้ มีความหมายอย่างยิ่งต่อเอเชียบ้านเราเอง โดยเฉพาะประเทศผู้ปลูกกาแฟรายย่อย ที่ต้องเผชิญความผันผวนจากสภาพอากาศอย่างประเทศไทยของเรา เรามีพื้นที่ปลูกกาแฟอาราบิกาในโซนภาคเหนือ ที่มีลักษณะคล้ายบางพื้นที่ในบราซิล คือเป็นฟาร์มขนาดเล็ก อยู่ใกล้ป่า และมีความหลากหลายทางชีวภาพสูง ในหลายชุมชนคนปลูกกาแฟ เกษตรกรเริ่มเห็นบทบาทที่ดีของผึ้งป่า และมีบางหมู่บ้านที่มีการเลี้ยงผึ้งเพื่อใช้ในการนี้มานานแล้ว เช่น ที่บ้านห้วยหินลาดใน เวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย ที่คนในหมู่บ้านต่างเลี้ยงผึ้งเพื่อผสมเกสร และผลิตน้ำผึ้งจนเป็นสินค้าขายดีของบ้านห้วยหินลาดใน ที่ถึงแม้ยังไม่ได้เรียกมันว่า การจัดการผสมเกสรอย่างเป็นทางการก็ตาม แต่การรักษาป่า การปลูกพืชร่วม และการลดใช้สารเคมี ก็ล้วนเอื้อให้ผึ้งทำงานตอบสนองต่อสิ่งที่ต้องการได้ดีขึ้น และสำหรับกาแฟไทยในตลาด specialty เรื่องนี้ยังสามารถเชื่อมโยงเข้ากับ storytelling ด้าน terroir และความยั่งยืนได้อย่างเป็นธรรมชาติอีกด้วย
การที่นักวิจัยของบราซิลหันมาศึกษาเรื่องของผึ้งอย่างจริงจังนี้ สะท้อนได้ถึงการเปลี่ยนวิธีคิดของอุตสาหกรรมกาแฟโลก จากการเพิ่มผลผลิตด้วยการเร่งรัด มาสู่การเพิ่มคุณภาพด้วยความเข้าใจกฎธรรมชาติอย่างแท้จริง สำหรับไทย สิ่งนี้ไม่ใช่แนวคิดไกลตัวและอาจไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะบ้านเราก็ทำมานานแล้วในบ้างชุมชน แต่ถ้ามองอีกมุม มันก็คือโอกาสในการยกระดับกาแฟ โดยใช้สิ่งที่มีอยู่แล้วในภูมิประเทศและวัฒนธรรมการเกษตร รวมถึงเรื่องราวที่สามารถบอกต่อผู้บริโภค เพราะบางทีกาแฟที่ดีอาจไม่ได้มาจากเครื่องจักรที่ซับซ้อน หรือมาจากกระบวนการแปรรูปเพียงอย่างเดียว แต่อาจมาจากวงจรชีวิตเล็ก ๆ อย่างผึ้งและวัฎจักรของธรรมชาติเอง
เป็นนิตยสารรายสองเดือน ที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
Facebook : Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag









Comments