top of page

ระเบิดเวลา El Niñoดอกร่วง ผลฝ่อ ใน Robusta และภาพลวงตาของ Arabica ในยุค El Niño เกษตรกรไทยต้องปรับตัวกับสิ่งที่กำลังจะมาในครึ่งปีหลังนี้อย่างไร


Photo credit : Coffee Traveler
Photo credit : Coffee Traveler

ในโลกของสินค้าโภคภัณฑ์ ปรากฏการณ์ El Niño ถูกจดจำอยู่ในฐานะตัวแปร ที่สามารถสร้างความผันผวนให้กับราคาซื้อขายในตลาดล่วงหน้า แต่สำหรับอุตสาหกรรมกาแฟโลกในปัจจุบัน ปรากฏการณ์นี้ กำลังทำหน้าที่เป็นตัวเร่ง ที่มันกำลังจะเผยให้เห็นรอยร้าวและจุดเปราะบางขั้นวิกฤตของห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำ เพราะมันอาจไม่ได้หยุดอยู่แค่ราคากาแฟจะพุ่งสูงขึ้นไปขนาดไหน แต่มันคือใครจะอยู่รอดในวันที่แผนที่การปลูกกาแฟโลก มันกำลังถูกเขียนขึ้นใหม่ด้วย El Niño

เพราะ El Niño อาจกำลังเป็นวิกฤตทางสายพันธุ์ Robusta เพราะเมื่อ 50% ของซัพพลายโลก กำลังเผชิญกับความเปราะบางด้านผลผลิต เพราะความเข้าใจผิดที่อันตรายที่สุดของตลาดคือ การคิดว่าภัยแล้งเป็นเรื่องของสภาพอากาศที่แก้ไขได้ด้วยการรอให้ฝนตก แต่มีข้อมูลจากนักวิเคราะห์ของ Citi ที่ออกมาระบุอย่างชัดเจนว่า ปรากฏการณ์ El Niño รอบนี้ จะส่งผลกระทบโดยตรงต่อเวียดนาม (ผู้ผลิตอันดับ 1 ของโลก) และอินโดนีเซีย (อันดับ 3 ของโลก) ซึ่งทั้งสองประเทศนี้ครองส่วนแบ่งตลาดสายพันธุ์ Robusta รวมกันถึงเกือบ 50% ของโลก


Photo credit : NOAA / Climate.gov
Photo credit : NOAA / Climate.gov

สิ่งที่น่ากลัว มันจะไม่ใช่แค่ปริมาณน้ำฝนที่ลดลง แต่มันเป็นความสอดประสานของห้วงเวลาที่เลวร้าย ตั้งแต่ช่วงพัฒนาการของผลกาแฟ เพราะ El Niño เริ่มแผ่ความร้อนและความแล้งจัดตั้งแต่ช่วงกลางปีเป็นต้นไป ซึ่งเป็นช่วงที่ต้นกาแฟต้องการน้ำเพื่อสร้างและพัฒนาเนื้อเมล็ดภายใน และวิกฤตชลประทานในพื้นที่ เช่นที่ Central Highlands ของเวียดนาม ซึ่งเป็นแหล่งปลูกที่สำคัญ ต้นกาแฟ Robusta เกือบทั้งหมด ต้องพึ่งพาการสูบน้ำบาดาลและระบบชลประทาน องค์การอุตุนิยมวิทยาโลก (WMO) และรายงานจาก FAO ก็เคยเตือนไว้ว่า เมื่อเผชิญ El Niño ระดับน้ำใต้ดินจะลดลงอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะส่งผลให้เกษตรกรต้องแบกรับต้นทุนค่าน้ำและค่าพลังงานในการสูบน้ำที่สูงขึ้นจนไม่คุ้มทุน หรือในกรณีที่ร้ายแรงที่สุดคือไม่มีน้ำให้สูบ

ผลลัพธ์ในช่วงเก็บเกี่ยว อาจทำให้ตลาดจะไม่เพียงเจอกับภาวะผลผลิตขาดแคลนเท่านั้น แต่จะพบกับเมล็ดกาแฟที่มีสัดส่วนความเสียหายหรือ Defect ที่สูง เมล็ดอาจมีขนาดเล็กไม่ได้มาตรฐาน ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อโรงคั่วอุตสาหกรรมที่ต้องใช้ Robusta เป็นเบสในการเบลนด์กาแฟ


Photo credit : Coffee Traveler
Photo credit : Coffee Traveler

ในขณะที่ฝั่ง Robusta เผชิญวิกฤตอย่างชัดเจน สถานการณ์ของสายพันธุ์ Arabica ในบราซิล ซึ่งเป็นผู้ผลิตเกือบ 50% ของ Arabica โลก กลับเต็มไปด้วยความย้อนแย้งที่ชวนให้ตลาดตายใจ Carlos Santana ผู้อำนวยการฝ่ายการค้าของ EISA ซึ่งเป็นบริษัทในเครือของ Trader ยักษ์ใหญ่ระดับโลกอย่าง ECOM ได้ให้มุมมองเชิงลึกที่น่าสนใจว่า ในระยะสั้น El Niño อาจส่งผลบวกต่อผลผลิตที่บราซิลกำลังเก็บเกี่ยว เนื่องจากอุณหภูมิที่สูงขึ้น จะช่วยปกป้องต้นกาแฟจากภัยน้ำค้างแข็งที่มักทำลายล้างผลผลิตในอดีต


แต่อย่างไรก็ตาม Carlos Santana บอกว่า นี่คือภาพลวงตาระยะสั้นที่อันตราย ในรายงานของ The 2027 Time Bomb ได้รายงานเชิงลึกว่า ความร้อนและความแล้งจัด จะเริ่มส่งผลกระทบรุนแรงต่อพื้นที่ปลูกกาแฟหลักของบราซิลในช่วงไตรมาสที่ 4 ของปี ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่ต้นกาแฟต้องออกดอกและติดผลสำหรับรอบการเก็บเกี่ยวถัดไป จะเกิดปรากฏการณ์ดอกร่วง เพราะหากอุณหภูมิพุ่งสูงเกินขีดจำกัด และขาดแคลนน้ำอย่างรุนแรง ดอกกาแฟจะร่วงหล่นก่อนที่จะปฏิสนธิเป็นผลกาแฟ ซึ่งนั่นหมายความว่า ผลกระทบที่แท้จริงต่อ Supply ของ Arabica จะไม่ปรากฏในงบดุลของปีนี้ แต่กำลังก่อตัวเป็นระเบิดเวลาที่จะไประเบิดสร้างความเสียหายอย่างรุนแรงต่อผลผลิตในปี 2027 แต่เมื่อราคา Arabica ในตลาดโลกที่อาจดูนิ่งหรือย่อตัวลงในระยะสั้นจากข่าวการรอดพ้นจาก Frost ที่ไม่ใช่สัญญาณของความมั่นคง แต่ก็เป็นโอกาสให้ผู้ประกอบการและโรงคั่วรีบทำสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ก่อนที่ตลาดจะตื่นตระหนกเมื่อเห็นความเสียหายของดอกกาแฟในไตรมาสที่ 4 ตามความเห็นของ Carlos Santana


Photo credit : Coffee Traveler
Photo credit : Coffee Traveler

วิกฤตคู่ขนานทั้ง Robusta และ Arabica กำลังผลักดันให้ช่องว่างราคาระหว่างสองสายพันธุ์นี้แคบลง ซึ่งจะส่งผลให้โครงสร้างต้นทุนของโรงคั่วกาแฟทั่วโลกปั่นป่วน รูปแบบการทำธุรกิจแบบเดิมที่เน้นการกดราคาเพื่อหาวัตถุดิบที่ถูกที่สุดกำลังใช้ไม่ได้ผลอีกต่อไป


เทรนด์ใหญ่ที่กำลังเกิดขึ้นในอุตสาหกรรมกาแฟระดับโลกตอนนี้คือ "The Flight to Alternative Origins" หรือการเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่สู่แหล่งปลูกทางเลือก ตลาดสากลและผู้ซื้อรายใหญ่ เริ่มยอมจ่ายพรีเมียมให้แก่แหล่งปลูกที่สามารถการันตี "Supply Security" หรือความมั่นคงและความต่อเนื่องของผลผลิต มากกว่าเรื่องราคา โดยมุ่งเน้นไปที่พื้นที่ในลักษณะของแหล่งปลูกบนพื้นที่สูงชั้นเลิศ ที่มีสภาพภูมิอากาศเฉพาะตัว ซึ่งความร้อนจากปรากฏการณ์ El Niño ยังไม่สามารถขึ้นไปทำลายระบบนิเวศได้ พื้นที่เหล่านี้จะกลายเป็นเซฟโซนของเมล็ดกาแฟคุณภาพสูง และแหล่งปลูกที่มีการบริหารจัดการน้ำอย่างยั่งยืน ไม่พึ่งพาเพียงน้ำฝนตามธรรมชาติ แต่มีระบบกักเก็บและกระจายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับภัยแล้งในระยะยาว


Photo credit : Coffee Traveler
Photo credit : Coffee Traveler

เพื่อให้อยู่รอดและสามารถฉวยข้อได้เปรียบในยุคที่ตลาดวิ่งหา Supply Security เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟยุคใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนการบริหารจัดการสวนกาแฟจากวิถีเดิมสู่แนวคิดเชิงกลยุทธ์และการเกษตรแม่นยำ นั่นคือการจัดการระบบนิเวศหรือที่เราคุ้นกับชื่อ Shade – Grown นั่นเอง เพราะการปลูกกาแฟกลางแจ้งในยุค El Niño คือความเสี่ยงสูงสุด เกษตรกรต้องหันกลับมาใช้วิธีเกษตรป่าไม้ ปลูกไม้บังร่มร่วมในแปลงกาแฟ ข้อมูลจากสถาบันวิจัยกาแฟระดับสากลยืนยันว่า ทรงพุ่มของไม้บังร่ม สามารถลดอุณหภูมิในแปลงปลูกลงได้ถึง 2 – 5 องศา และยังช่วยลดการระเหยของหน้าดินได้อย่างมีนัยสำคัญ


การยกระดับระบบน้ำและการคลุมดิน เช่น การเปลี่ยนจากการรดน้ำแบบสปริงเกอร์ที่สูญเสียน้ำจากการระเหยสูง มาเป็นระบบน้ำหยด ที่ส่งน้ำตรงสู่ราก พร้อมทั้งใช้เศษหญ้า เปลือกกาแฟ หรืออินทรียวัตถุมาคลุมหน้าดินหนา ๆ เพื่อรักษาความชื้นในดินให้ยาวนานที่สุด หรือการสร้างบ่อน้ำสำรอง หรือระบบดักฝนในพื้นที่ เพื่อกระจายความเสี่ยงในห้วงเวลาที่ฝนทิ้งช่วงยาวนานกว่าปกติ และในระยะยาว เกษตรกรจำเป็นต้องเริ่มทดลองและปรับเปลี่ยนมาใช้สายพันธุ์ที่ทนแล้ง และทนความร้อนได้ดีขึ้นรวมถึงสายพันธุ์ท้องถิ่นที่มีความแข็งแรงต่อโรคและแมลงที่มักระบาดหนักในช่วงอากาศร้อน เช่น มอดเจาะผลกาแฟ หรือโรคราสนิม เน้นการบำรุงระบบรากให้หยั่งลึกด้วยปุ๋ยอินทรีย์และจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ เพื่อให้ต้นกาแฟสามารถหาความชื้นในชั้นดินที่ลึกขึ้นได้ในช่วงวิกฤต เป็นต้น


ปรากฏการณ์ El Niño เที่ยวนี้ มันไม่ใช่แค่เรื่องของความโชคร้ายทางสภาพอากาศ แต่เป็นบททดสอบขีดความสามารถในการบริหารจัดการความเสี่ยงของทั้งห่วงโซ่อุปทาน สำหรับเกษตรกร การปรับตัวสู่แนวทางความยั่งยืนและการจัดการน้ำในวันนี้ไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไปแล้ว แต่มันจะเป็นทางรอดเดียวที่จะเปลี่ยนให้กลายเป็นแหล่งปลูกทางเลือกคุณภาพสูงที่ตลาดทั่วโลกกำลังต้องการ และสำหรับผู้ประกอบการ นี่คือสัญญาณเตือนสุดท้ายว่า กลยุทธ์การจัดหาวัตถุดิบแบบเดิมได้สิ้นสุดลงแล้ว และถึงเวลาที่ต้องหันมาลงทุน ร่วมมือ และสนับสนุนแหล่งปลูกที่มีการบริหารจัดการที่ยั่งยืน เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันให้แก่ธุรกิจของตนเองในอนาคต ที่สภาพภูมิอากาศจะไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป



เป็นนิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

Facebook : Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler

Comments


bottom of page