top of page

ศ.เกียรติคุณ ดร. พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ การวิจัยและพัฒนาบนพื้นที่สูง เพื่อความมั่นคงและยั่งยืนของอุตสาหกรรมกาแฟไทย

" การผลักดันและพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มเกษตรกรหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับกาแฟไทยได้อย่างมาก "



ศ.เกียรติคุณ ดร.พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ หรือ อาจารย์พงษ์ศักดิ์ ประธานคณะทำงานวิจัย มูลนิธิโครงการหลวง ผู้มีบทบาทสำคัญในการผลักดันและพัฒนาคนรุ่นใหม่ที่มีความสนใจและมุ่งมั่นในการทำกาแฟ เพื่อต่อยอดและพัฒนากาแฟไทยในอนาคต ด้วยองค์ความรู้และประสบการณ์ในการทำงานทางด้านกาแฟมาอย่างยาวนาน อาจารย์พงษ์ศักดิ์จึงมีแนวทางในการพัฒนากาแฟอย่างยั่งยืน ตามแนวคิด ‘การพัฒนากาแฟให้สามารถเดินต่อไปได้ในอนาคต’ โดยอาจารย์พงษ์ศักดิ์เชื่อว่า การผลักดันและพัฒนาคนรุ่นใหม่ ไม่เพียงแต่จะช่วยเพิ่มเกษตรกรหรือผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น แต่ยังเป็นส่วนสำคัญในการช่วยยกระดับกาแฟไทย ทั้งด้านคุณภาพและด้านปริมาณผลผลิตที่เพิ่มขึ้น ซึ่งส่งผลให้ประเทศไทยกลายเป็นผู้ผลิตกาแฟแนวหน้าของโลกได้อย่างแน่นอน


“ตั้งแต่ที่เริ่มทำมา ไม่ว่าจะเป็นทางด้านวิชาการหรือด้านการพัฒนา ทางโครงการหลวง มีการทำงานร่วมกับหน่วยงานอื่น ทั้งกรมวิชาการเกษตรที่คอยสนับสนุนเรื่องการทำการวิจัย หรือนักวิชาการจากมหาวิทยาลัย นอกจากนี้ยังมีหน่วยงานสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) หรือ สวพส. ในการทำงานร่วมกัน โดยปัจจุบันทางมูลนิธิโครงการหลวงทำเกี่ยวกับกาแฟ

แบบครบวงจร เริ่มตั้งแต่งานวิจัย ต้นพันธุ์ การพัฒนาพันธุ์ ระบบปลูก ระบบจัดการหลังการเก็บเกี่ยว อุตสาหกรรมการคั่ว การผลิตกาแฟ จนส่งออกสู่ตลาด”


อาจารย์พงษ์ศักดิ์กล่าวเพิ่มเติมว่า มูลนิธิโครงการหลวงเป็นหน่วยงานที่ทำเกี่ยวกับกาแฟตั้งแต่ต้นน้ำไปจนถึงปลายน้ำ จึงถือได้ว่าเป็นหน่วยงานที่มีบทบาทและหน้าที่สำคัญอย่างมากต่ออุตสาหกรรมกาแฟไทย เพราะนอกจากการวิจัยและพัฒนาสายพันธุ์ใหม่แล้ว ยังให้การสนับสนุนและส่งเสริมเกษตรกรชาวบ้านมาเป็นเวลาหลายสิบปี ทั้งเรื่องของเมล็ดพันธุ์ ต้นกล้า หรือการอบรมเกษตรกรเพื่อเพิ่มองค์ความรู้และสร้างความเข้าใจให้แก่ชาวบ้านถึงการบำรุงรักษากาแฟอย่างถูกต้อง และการดูแลสุขภาพต้นกาแฟ ซึ่งเรื่องนี้ไม่ได้จะทำเฉพาะในประเทศไทยเท่านั้น แต่ยังมีการร่วมมือกับประเทศเพื่อนบ้าน ทั้งประเทศลาว และเมียนมาร์ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพและความยั่งยืนสูงสุด


“มูลนิธิโครงการหลวงมีพื้นที่ส่งเสริมการเกษตร โดยเฉพาะกาแฟอยู่ประมาณ 10,000 ไร่ และมีเกษตรกรอยู่ประมาณ 2,500 ราย ส่วนของสำนักงานสถาบันวิจัยและพัฒนาพื้นที่สูง (องค์การมหาชน) มีเกษตรกรประมาณ 3,000 ราย พื้นที่ร่วม ๆ อยู่ที่ 15,000 ไร่ ทำให้ผลผลิตต่อปีอยู่ที่ 4 - 5 พันตัน ซึ่งสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟได้อย่างมาก ถือเป็นก้าวสำคัญในการผลักดันจากการเกษตร สู่อุตสาหกรรมการเกษตร ไปจนถึงการตลาดอย่างครบวงจร” อาจารย์พงษ์ศักดิ์กล่าวเสริม



" ปริมาณความต้องการภายในประเทศสูงถึง 9 หมื่นตัน แต่สามารถผลิตกาแฟได้เพียง 2 หมื่นตันเท่านั้น ซึ่งตัวเลข 7 หมื่นตันนี้ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งหมด "


อย่างไรก็ตาม ปริมาณผลผลิตยังห่างจากความต้องการบริโภคภายในประเทศอีกหลายเท่า ซึ่งจากข้อมูลที่ทางอาจารย์พงษ์ศักดิ์ได้อธิบาย ปริมาณความต้องการภายในประเทศสูงถึง 9 หมื่นตัน แต่สามารถผลิตกาแฟได้เพียง 2 หมื่นตันเท่านั้น ซึ่งตัวเลข 7 หมื่นตันนี้ถูกนำเข้ามาจากต่างประเทศทั้งหมด และหากเปรียบเทียบเป็นมูลค่าจะอยู่ที่ประมาณ 4 - 5 หมื่นล้าน และในอนาคตมีแนวโน้มว่าจะเพิ่มสูงถึง 1 แสนล้าน ดังนั้นแล้ว สิ่งที่ประเทศไทยของเราต้องทำในการแก้ไขปัญหาส่วนนี้ คือ การเพิ่มพื้นที่เพาะปลูก เพราะถ้าหากว่ามีพื้นที่เพียงพอ ก็ไม่จำเป็นต้องนำเข้ามาจากต่างประเทศ งบประมาณหลักหมื่นล้านก็จะถูกนำไปใช้ในการพัฒนากาแฟในประเทศตามไปด้วย ซึ่งเป็นสิ่งที่มูลนิธิโครงการหลวงกำลังพัฒนาและร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อส่งเสริมกาแฟไทย


แม้ว่าผลผลิตจะไม่เพียงพอต่อความต้องการภายในประเทศ แต่ด้านคุณภาพยังคงรักษามาตรฐานไว้ได้ เพราะไม่ว่าจะเป็นประเทศในแถบทวีปเอเชีย หรือยุโรป ล้วนแล้วแต่ยอมรับว่ากาแฟไทยสามารถเทียบเคียงคุณภาพมาตรฐานระดับโลกได้ จนทำให้กาแฟไทยติด 1 ใน 10 กาแฟคุณภาพของโลก โดยสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ทางมูลนิธิโครงการหลวงให้ความสำคัญมาโดยตลอด ทั้งนี้ทั้งนั้น การเพิ่มปริมาณผลผลิตกาแฟต่อปียังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องได้รับการแก้ไข ถึงแม้การเพิ่มปริมาณกาแฟอาราบิกาอาจจะลำบาก แต่กาแฟโรบัสตาสามารถทำได้ง่ายมากกว่า เนื่องจากเป็นสายพันธุ์ที่ไม่จำเป็นต้องปลูกในพื้นที่ในสูงมาก โดยเฉพาะภาคใต้ที่นิยมปลูกโรบัสตาเป็นหลัก จากเดิมที่เคยมีพื้นที่ถึง 2 แสนไร่ แต่ปัจจุบันกลับเหลือเพียง 1 แสนไร่เท่านั้น เป็นผลมาจากการที่เกษตรกรหันไปปลูกพืชอื่นแทน อาทิเช่น ปาล์มน้ำมัน หรือ ยางพารา ขณะเดียวกันก็เริ่มมีการนำกาแฟโรบัสตามาปลูกในพื้นที่ภาคเหนือมากขึ้นเช่นเดียวกัน


เพื่อแก้ไขปัญหา อาจารย์พงษ์ศักดิ์ อังกสิทธิ์ ในฐานะนักวิจัยทางด้านกาแฟนักส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกร จึงได้มีส่วนสำคัญในการพัฒนาวิชาการมากมาย โดยทำการคัดเลือกเมล็ดกาแฟคุณภาพ เพื่อขึ้นทะเบียนพันธุ์ของโครงการหลวงและสวพส. ทั้งหมด 4 สายพันธุ์ สำหรับสนับสนุนแก่เกษตรกรในการปลูกกาแฟ ซึ่งเป็นสายพันธุ์ลูกผสมของคาติมอร์จากแหล่งปลูกชั้นยอดของประเทศ ได้แก่ ดอยแม่ลาน้อย ดอยอ่างขาง ดอยตีนตก และดอยแม่สะลอง ภายใต้ชื่อ Royal Project 1 - 4 ที่ได้รับการพัฒนาและยืนยันว่า เป็นสายพันธุ์ที่สามารถเจริญเติบโตได้ดีในพื้นที่สูง มีความแข็งแรงทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ และมีรสชาติดี แต่การพัฒนาจะไม่หยุดแต่เพียงเท่านี้ เพราะทางมูลนิธิโครงการหลวงยังคงมุ่งมั่นในการปรับปรุงและพัฒนาสายพันธุ์กาแฟต่อไป ไม่ว่าจะเป็นการนำสายพันธุ์ใหม่ ๆ จากต่างประเทศเข้ามา หรือสายพันธุ์ที่เกิดขึ้นใหม่ในพื้นที่ของประเทศไทย โดยเน้นไปที่ความยั่งยืนเป็นหลักเพื่อลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มความยั่งยืนในเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและความเป็นอยู่ของชาวบ้าน ซึ่งถือได้ว่าเป็นเป้าหมายสำคัญของโปรเจกต์นี้


“เป้าหมายของเราคือความยั่งยืน หมายถึง ความยั่งยืนทางธุรกิจอุตสาหกรรมกาแฟไทย ทั้งอาราบิกา และ โรบัสตา เพราะฉะนั้นแล้ว ที่เราจัดงานครั้งนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะกระตุ้นการส่งเสริมจากหน่วยงานของภาครัฐ ภาคเอกชน ไปจนถึงสมาคมกาแฟที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนหน่วยงานการสนับสนุนต่าง ๆ ที่จะช่วยให้เกิดการพัฒนา จากนั้นนำไปเสนอต่อฝ่ายรัฐบาล เพื่อดำเนินการขั้นตอนต่อไปเพราะตั้งแต่อดีตจนปัจจุบัน มูลนิธิโครงการหลวงได้ดำเนินการส่วนนี้มาโดยตลอด ผนวกกับวงการกาแฟไทยขยายขอบเขตกว้างขึ้น จึงจำเป็นต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะทางรัฐบาลก็ดี หรือเอกชนก็ดี ที่จะเข้ามาดูแลและช่วยกันสนับสนุน ตั้งแต่เรื่องของงานวิจัย การพัฒนา อุตสาหกรรม หรือธุรกิจการตลาดเพื่อให้เกิดความยั่งยืนในอนาคต”


อีกหนึ่งปัญหาใหญ่ของอุตสาหกรรมกาแฟ คือ การเปลี่ยนแปลงของสภาพอากาศ หรือ ‘Climate Change’ ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่ที่ส่งผลกระทบต่อทั่วทั้งโลก และเพื่อรับมือกับปัญหานี้ ทางอาจารย์พงษ์ศักดิ์ได้อธิบายถึงแนวทางของมูลนิธิโครงการหลวงเอาไว้ว่า “นอกจากสายพันธุ์ที่ปรับเปลี่ยนไปตามสภาพแวดล้อมสิ่งที่ทางมูลนิธิทำคือระบบการเพาะปลูก ถ้าหากว่าพื้นที่บนดอยสามารถเปลี่ยนเป็นกาแฟทั้งหมดได้ มันจะไม่ใช่แค่การปลูกกาแฟล้วน ๆ แต่มันจะเป็นการปลูกกาแฟในเกษตรป่าไม้ ซึ่งกาแฟเป็นพืชที่ต้องปลูกคู่กับป่า ไม่ว่าจะเป็นการนำกาแฟเข้าไปในป่า หรือ สร้างป่าแล้วเอากาแฟเข้าไป เพราะฉะนั้นตรงส่วนนี้จะช่วยแก้ไขปัญหาพื้นที่โล่งเตียนบนดอยได้” อาจารย์พงษ์ศักดิ์กล่าวเสริมว่า “หนึ่งในปัญหาที่สำคัญที่สุดของไทยอย่าง PM 2.5 หากสามารถปรับระบบการเพาะปลูกได้ จะไม่ก่อให้เกิดการเผาในป่าซึ่งชาวบ้านก็จะได้ดูแลป่าไม้ ควบคู่ไปกับกาแฟได้”



นอกจากแนวทางที่กล่าวมาแล้ว อาจารย์พงษ์ศักดิ์ยังกล่าวถึงการนำเทคโนโลยีทันสมัยเข้ามาใช้ในขั้นตอนกระบวนการหลังการเก็บเกี่ยว รวมไปถึงการคั่วกาแฟเพื่อให้ได้มาตรฐานคุณภาพที่เหมาะสม สำหรับเทคโนโลยีที่จะนำมาใช้ทางต้นน้ำ เป็นเครื่องมือทางด้านอุตุนิยมวิทยา โดยการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาประเมินสภาพอากาศ สิ่งแวดล้อม ดิน และการใช้ปุ๋ยอินทรีย์ที่เหมาะสมสำหรับแนวทางที่จะดำเนินการต่อไป จะเป็นการจดทะเบียนสิ่งแวดล้อม Geographical Indications (GI) เพื่อเพิ่มพื้นที่สีเขียวให้มากขึ้นอีกด้วย


“กาแฟดี ป่าก็จะดี ป่าที่มีการปลูกกาแฟดี พื้นที่สีเขียวก็จะเพิ่มมากขึ้น ตรงนี้คือสิ่งที่เราจะทำต่อไป เพราะถ้าหากว่าเราเพิ่มพื้นที่ป่าเพียงอย่างเดียว ชาวบ้านก็จะไม่ได้อะไร ชาวบ้านจะไม่ดูแลป่า แต่หากป่ามีรายได้อยู่ในนั้น ชาวบ้านก็จะหันมาดูแลป่ากันมากขึ้น อีกทั้งในทางอ้อมยังช่วยลดปัญหาการเผาป่าอีกด้วย ซึ่งการดูแลเรื่องคาร์บอนนิวทรัลลิตี้ (Carbon Neutrality) เป็นสิ่งที่โครงการหลวงให้ความสำคัญและกำลังดำเนินการอยู่เสมอ โดยการศึกษาว่ากาแฟสามารถดูดซับคาร์บอนได้เท่าไหร่ และกาแฟช่วยเรื่องการพัฒนาสภาพอากาศอย่างไรได้บ้าง สิ่งนี้เป็นแนวทางที่กำลังพัฒนากันอยู่”



เป็นนิตยสารรายสองเดือน ที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

Facebook : Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler

Comments


bottom of page