top of page

เมื่อไทยพยายามพากาแฟเข้าสู่ตลาดยุโรปกฎเข้มของอียู ความจริงของกาแฟไทย และโจทย์ใหญ่ที่ไม่ได้อยู่ที่คุณภาพกาแฟดี

Updated: 2 days ago

ree

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา “สหภาพยุโรป (EU)” ถูกพูดถึงมากขึ้นในวงการกาแฟทั้งโลก ไม่ใช่เพียงในฐานะตลาดปลายทางที่มีกำลังซื้อสูง แต่ในฐานะสนามที่มีกติกาเข้มที่สุดสนามหนึ่งของโลก กาแฟที่เข้าไปถึงยุโรปได้ในวันนี้ ไม่ได้ถูกตัดสินแค่ด้วยคะแนนคัปปิ้ง หรือเรื่องเล่าจากภูเขาสูงและหมู่บ้านห่างไกล แต่ถูกตรวจสอบตั้งแต่พิกัดแปลงปลูก เอกสารสิทธิ์ ระบบตรวจสอบย้อนกลับ ไปจนถึงผลกระทบต่อป่าไม้และสิ่งแวดล้อม


คำถามสำคัญจึงไม่ใช่แค่ว่า กาแฟไทยดีพอหรือยัง แต่คือระบบของกาแฟไทย พร้อมพอจะผ่านด่านอียูหรือไม่มากกว่า

อียูเป็นหนึ่งในภูมิภาคที่บริโภคกาแฟมากที่สุดในโลก และในเวลาเดียวกัน ก็เป็นภูมิภาคที่ออกกฎด้านอาหารและสิ่งแวดล้อมเข้มข้นที่สุด หัวใจสำคัญของกติกาใหม่คือแนวคิดที่ว่า อาหารและสินค้าเกษตรที่ดี ต้องไม่สร้างความเสียหายให้โลก และหนึ่งในกฎหมายที่ส่งแรงสั่นสะเทือนถึงวงการกาแฟทั่วโลก คือ “EU Deforestation Regulation (EUDR)” ซึ่งกำหนดว่าสินค้าอย่างกาแฟ โกโก้ ปาล์มน้ำมัน และไม้ จะไม่สามารถวางจำหน่ายในตลาดอียูได้ หากไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า ซึ่งนั่นหมายความว่า กาแฟหนึ่งถุง ต้องตอบคำถามได้ว่า ปลูกที่ไหน อยู่ในพิกัดใด มีหลักฐานว่าไม่ได้บุกรุกป่าและตรวจสอบย้อนกลับได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน


สำหรับประเทศผู้ส่งออกรายใหญ่ที่มีระบบข้อมูลมานาน เช่น บราซิลหรือเวียดนาม กฎนี้คือการเพิ่มภาระ แต่สำหรับประเทศผู้ผลิตรายเล็กอย่างไทย กฎนี้คือโจทย์เชิงโครงสร้าง


กฎและข้อกำหนดสำคัญสำหรับการนำกาแฟเข้าสหภาพยุโรป (EU) คือการจะนำกาแฟเข้าไปจำหน่ายในตลาดยุโรป (European Union – EU) ไม่ได้หมายถึงเพียงแค่นำสินค้าข้ามพรมแดนเท่านั้น แต่ยังต้องผ่านกรอบกฎหมายและมาตรฐานหลายด้าน ทั้งด้านความปลอดภัยด้านอาหาร สิ่งแวดล้อม และการปฏิบัติตามข้อบังคับทางการค้า ซึ่งช่วยปกป้องผู้บริโภคและสร้างความยั่งยืนในห่วงโซ่อุปทานของสินค้าเกษตรอย่างกาแฟด้วย


ree

การนำกาแฟเข้าตลาด EU ต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านความปลอดภัยของอาหาร (Food Safety Regulation) ซึ่งรวมถึง การเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยต่อผู้บริโภค ไม่มีสารปนเปื้อนเกินค่ามาตรฐาน และต้องมีข้อมูลที่ชัดเจนเกี่ยวกับส่วนผสมและวิธีผลิต สินค้าทุกชนิดที่เข้า EU จะถูกจัดอยู่ภายใต้ระบบตรวจสอบร่วมกันทั้งในด้านความปลอดภัยและข้อมูลสินค้า โดยผู้นำเข้าจำเป็นต้องเตรียมข้อมูลที่ครบถ้วนก่อนยื่นเข้า


หนึ่งในกฎใหม่ที่มีผลกระทบมากกับสินค้าเกษตรอย่างกาแฟคือ European Union Deforestation Regulation (EUDR) ซึ่งกฎนี้บังคับใช้ตั้งแต่ 30 ธันวาคม 2024 สำหรับบริษัทใหญ่ และต่อเนื่องถึงกลางปี 2025 สำหรับธุรกิจขนาดเล็กและกลาง โดยมีใจความสำคัญคือ ห้ามนำเข้าสินค้าที่เกี่ยวข้องกับการตัดไม้ทำลายป่า (deforestation) ซึ่งหมายความว่า กาแฟต้องมาจากพื้นที่ที่ไม่ได้ถูกตัดไม้ทำลายป่า หลัง 31 ธันวาคม 2020 และต้องสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ว่า แหล่งปลูกกาแฟนั้นไม่เกี่ยวข้องกับการทำลายป่า ซึ่งหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้อง กาแฟนั้นจะถูกจำกัดหรือห้ามจำหน่ายในตลาด EU  กฎนี้ไม่ได้ถือเป็น ข้อเลือกปฏิบัติ แต่เป็นข้อบังคับใหม่ ที่ผู้ส่งออกกาแฟต้องเตรียมตัวก่อนจะเข้าตลาดยุโรปโดยตรง ซึ่งจะมีผลกระทบในวงกว้างคือ ผู้ประกอบการต้องมีระบบติดตามห่วงโซ่อุปทาน (traceability) และรายงานตามที่ EU กำหนด เพื่อยืนยันว่าผลิตภัณฑ์ของตนเป็นไปตามกฎนี้


และถึงแม้กาแฟจะเป็นเมล็ดพืช แต่ในบางประเภทสินค้าโดยเฉพาะเมล็ดกาแฟดิบ (Green Coffee Beans) ที่นำเข้าจากนอก EU ต้องมีใบรับรองการปลอดศัตรูพืช หรือใบรับรองสุขอนามัยพืช (Phytosanitary Certificate) เพื่อยืนยันว่าสินค้าได้รับการตรวจสอบก่อนไปยัง EU  ซึ่งโดยทั่วไป กฎหมาย EU ระบุว่า เกือบทุกพืชและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับพืชต้องมี “Phytosanitary Certificate” ก่อนนำเข้า และถ้าไม่มีใบรับรอง คุณอาจไม่สามารถนำสินค้าเข้าประเทศสมาชิกได้ ซึ่งสิ่งสำคัญคือใบรับรองนี้ ต้องออกโดยหน่วยงานที่ได้รับอนุญาตจากประเทศต้นทาง และข้อมูลต้องตรงกับเอกสารการนำเข้าอีกด้วย


เมื่อสินค้ากาแฟมาถึงจุดผ่านแดน EU ก็จะต้องผ่านพิธีการศุลกากร และต้องใช้เอกสารต่อไปนี้อย่างถูกต้อง ตั้งแต่แบบฟอร์ม SAD (Single Administrative Document) หรือแบบฟอร์มศุลกากรมาตรฐาน EU เพื่อใช้ยื่นข้อมูลสินค้า, Invoice / Packing List / Bill of Lading หรือเอกสารค่าขนส่งและรายละเอียดสินค้า, ใบอนุญาตนำเข้า (Import Permit) ซึ่งการเตรียมเอกสารเหล่านี้ให้ถูกต้องครบถ้วนมีความสำคัญมาก เพราะข้อผิดพลาดเพียงเล็กน้อย อาจทำให้สินค้าติดด่านศุลกากรนาน หรือถูกปฏิเสธการนำเข้าได้


นอกเหนือจากกฎหมายพื้นฐานแล้ว ผู้ประกอบการที่ต้องการเข้าถึงตลาดเฉพาะ (niche market) หรือกลุ่มผู้บริโภคที่ให้ความสำคัญกับความยั่งยืน อาจต้องพิจารณาใบรับรองด้านความยั่งยืน เช่น Organic, Rainforest Alliance / UTZ และ Fairtrade ซึ่งทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นข้อบังคับของ EU โดยตรง แต่เป็นความคาดหวังของผู้ซื้อในยุโรป และช่วยเพิ่มโอกาสทางการตลาดและราคาในตลาดระดับพรีเมียม


หากเรามองเฉพาะด้านคุณภาพและการพัฒนาผลผลิตของกาแฟไทยในวันนี้ เราจะเห็นได้ถึงความก้าวหน้าที่ไปไกลกว่าที่หลายคนคิด เมล็ดกาแฟจากพื้นที่สูงในภาคเหนือเริ่มมีทั้งความสะอาด ความซับซ้อน และเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น มีกระบวนการแปรรูปใหม่ ๆ ตั้งแต่ honey, natural ไปจนถึง experimental fermentation ทำให้กาแฟไทยเริ่มถูกพูดถึงในเวทีโลก แต่เมื่อเราถอยออกมามองทั้งระบบ ภาพที่เห็นกลับซับซ้อนกว่านั้นมาก เพราะกาแฟไทยส่วนใหญ่ยังคงมาจากเกษตรกรรายย่อย ที่มีแปลงปลูกขนาดเล็ก เป็นพื้นที่ภูเขาที่เอกสารสิทธิ์ไม่ชัดเจน และระบบรวบรวมผลผลิตที่รวมง่าย แต่แยกยาก


สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่ปัญหาในตลาดภายในประเทศ แต่กลับกลายเป็นจุดอ่อนในทันที เมื่อเข้าสู่ตลาดที่ต้องการข้อมูลเชิงกฎหมายอย่างอียู เพราะในสายตาผู้นำเข้า กาแฟที่เล่าเรื่องได้ดี แต่พิสูจน์แหล่งที่มาไม่ได้ ก็คือการมีความเสี่ยงสูงนั่นเอง


แล้วทำไมการนำกาแฟไทยเข้าอียูจึงยากขึ้นในยุคนี้ ถ้านับอุปสรรคสำคัญนั้น ไม่ได้อยู่ที่ภาษี เพราะกาแฟดิบส่วนใหญ่สามารถนำเข้าอียูด้วยอัตราภาษีต่ำมากหรือเป็นศูนย์ สิ่งที่ยากจริง ๆ คือ การผ่านด่านมาตรฐานและระบบตรวจสอบ เพราะอียูต้องการมากกว่าชื่อหมู่บ้านหรือชื่อดอย แต่ต้องการข้อมูลที่เชื่อมโยงกันได้ ตั้งแต่แปลงปลูก โรงแปรรูป ผู้ส่งออก ไปจนถึงผู้นำเข้า ในขณะที่ระบบกาแฟของไทย ยังคงพึ่งพาความเชื่อใจ ความสัมพันธ์ และประสบการณ์ภาคสนาม ซึ่งมีคุณค่าในเชิงวัฒนธรรมแต่ไม่เพียงพอในเชิงกฎหมาย และเมื่อโลกกาแฟเดินเข้าสู่ยุคที่ข้อมูลมีค่าเท่ากับคุณภาพ ประเทศที่ไม่มีระบบข้อมูลที่แข็งแรงย่อมเสียเปรียบโดยไม่รู้ตัว


และหากจะต้องมีใครสักคนที่ต้องรู้สึกถึงแรงเปลี่ยนแปลงนี้ได้ชัดเจนที่สุด คน ๆ นั้น ก็คือผู้ค้าคนกลางและผู้นำเข้า เพราะในอดีต ผู้ค้าคนกลางทำหน้าที่รวบรวมกาแฟ บริหารความเสี่ยงด้านราคา และเชื่อมต้นทางกับตลาดโลก แต่ในกติกาใหม่ของอียู คนกลางไม่ได้เป็นแค่ผู้ซื้อ ผู้ขาย อีกต่อไป แต่กลายเป็นผู้รับผิดชอบทางกฎหมายของข้อมูลทั้งห่วงโซ่


เพราะปัญหาคือ คนกลางไม่ได้เป็นเจ้าของไร่ ไม่ได้ควบคุมการปลูก แต่ต้องรับผิดชอบหากข้อมูลต้นน้ำผิดพลาด เพราะการซื้อกาแฟจากหลายแหล่ง ซึ่งเคยเป็นข้อได้เปรียบ กลับกลายเป็นความเสี่ยง ต้นทุนการทำระบบข้อมูลเพิ่มขึ้น แต่ margin ทางการค้าไม่ได้เพิ่มตาม และในหลายกรณี ผู้ซื้อปลายทางก็เลือกจะลดความเสี่ยง ด้วยการตัดคนกลางออกจากห่วงโซ่ทันที

แล้วกาแฟไทยควรเดินต่ออย่างไร หากยังต้องการเข้าสู่ตลาดอียู คำตอบที่พอจะคิดได้คือ อาจไม่ใช่การแข่งให้ใหญ่ขึ้น แต่คือการจัดระบบให้ชัดขึ้น สำหรับกาแฟไทย ตลาดอียูไม่เหมาะกับเกมด้านปริมาณ แต่น่าจะเหมาะกับเกมความเฉพาะและความสัมพันธ์ โดยใช้แนวทางที่เริ่มเห็นชัดขึ้นคือ การทำ micro-lot ที่แยกแหล่งปลูกชัดเจน การเริ่มเก็บข้อมูลพิกัดแปลงปลูกอย่างเป็นระบบ การทำงานร่วมกันระหว่างเกษตรกร สหกรณ์ โรงแปรรูป และผู้ส่งออก และการจ่ายมากขึ้น เพื่อดึงข้อมูลและความโปร่งใส ไม่ใช่แค่รสชาติ เพราะสำหรับผู้ค้าคนกลาง บทบาทใหม่อาจไม่ใช่คนซื้อ คนขาย เท่านั้น แต่คือผู้จัดการระบบความน่าเชื่อถือ ผู้แปลภาษาระหว่างฟาร์มกับกฎหมายยุโรป และผู้ลดความเสี่ยงให้ทั้งสองฝั่ง


ตลาดอียูอาจไม่ได้ปิดประตูให้กาแฟไทยทั้งหมด แต่อาจกำลังบอกให้เราวัดคุณค่าของกาแฟไทย และตลาดอียูอาจไม่ได้บอกว่ากาแฟไทยไม่ดีพอ แต่อียูอาจกำลังถามเราว่า เรารู้จักกาแฟของเราดีพอหรือยัง เรารู้จักถึงระดับแปลงปลูกมากพอหรือยัง เรากำลังเอาเปรียบเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟอยู่หรือไม่ และสำคัญที่สุดคือ เราผลิตกาแฟออกมาแล้วมันส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหรือไม่ เพราะสำหรับกาแฟไทย ความท้าทายที่แท้จริงอาจไม่ใช่การทำให้กาแฟดีขึ้น แต่คือการทำให้กาแฟที่ดีอยู่แล้ว สามารถยืนอยู่ในระบบการค้าโลกได้อย่างมั่นคง และในวันที่ระบบพร้อม กาแฟไทยอาจไม่ได้เข้าอียูในฐานะของหายากจากประเทศเล็ก ๆ แต่อาจเข้าไปในฐานะกาแฟที่โลกเชื่อถือได้นั่นเอง



เป็นนิตยสารรายสองเดือน ที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

Facebook : Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler

Comments


bottom of page