UCC เดินหน้าเกษตรกรรมฟื้นฟูในเวียดนาม สะท้อนภาพความท้าทายสู่บทเรียนฟาร์มกาแฟไทย
- coffeetravelermag
- 5 minutes ago
- 1 min read

ในยุคที่การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศไม่ได้เป็นเพียงคำเตือนในอนาคตอีกต่อไป แต่ได้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อห่วงโซ่อุปทานอาหารและเครื่องดื่มทั่วโลกไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว วิกฤตการณ์ดังกล่าว บีบให้อุตสาหกรรมกาแฟต้องเร่งปรับตัวอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ล่าสุด ยักษ์ใหญ่แห่งอุตสาหกรรมกาแฟจากประเทศญี่ปุ่นอย่าง UCC Group ได้ประกาศเริ่มต้นโครงการนำร่องด้านเกษตรกรรมฟื้นฟู หรือ Regenerative Agriculture ขึ้นในประเทศเวียดนามอย่างเป็นทางการ ความเคลื่อนไหวครั้งนี้ได้รับการจับตามองจากแวดวงกาแฟทั่วโลก ในฐานะความพยายามผ่าตัดโครงสร้างการผลิตกาแฟระดับฐานราก เพื่อรับมือกับสภาพอากาศที่ผันผวน ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรธรรมชาติ และความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจของเกษตรกร
รายงานข่าวจาก Daily Coffee News และแถลงการณ์อย่างเป็นทางการของ UCC Japan ระบุว่า โครงการดังกล่าวเป็นการจับมือระหว่าง UCC กับ Atlantic Commodities Vietnam Ltd. หรือ ACOM ซึ่งเป็นบริษัทจัดหา ผลิต และส่งออกกาแฟรายใหญ่ในเวียดนาม ภายใต้เครือ ECOM Group พันธมิตรด้านการจัดหากาแฟยั่งยืนระดับโลก ความร่วมมือในครั้งนี้ มุ่งหวังให้เกิดโมเดลการผลิตกาแฟรูปแบบใหม่ ที่สามารถสร้างสมดุลระหว่างการเพิ่มผลผลิตเชิงพาณิชย์ การฟื้นฟูระบบนิเวศธรรมชาติ หรือ Nature Positive และการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกไปพร้อม ๆ กัน
สาเหตุสำคัญที่ UCC เลือกเวียดนามเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ เนื่องจากเวียดนามนับเป็นมหาอำนาจด้านการผลิตกาแฟของโลก โดยครองตำแหน่งผู้ส่งออกกาแฟสายพันธุ์โรบัสตาอันดับหนึ่ง และเป็นผู้ผลิตกาแฟในภาพรวมอันดับสองของโลก นอกจากนี้ เวียดนามยังมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในประเทศญี่ปุ่น โดยคุณ Masahito Hibi ผู้บริหารฝ่ายส่งเสริมความยั่งยืนของ UCC Japan ได้เน้นย้ำว่า เวียดนามคือพันธมิตรพิเศษที่แยกขาดไม่ได้จากอุตสาหกรรมกาแฟญี่ปุ่น และความสัมพันธ์ที่เคยเน้นเพียงการพัฒนาคุณภาพกาแฟในอดีต กำลังก้าวสู่ยุคของการร่วมกันสร้างมูลค่าทางสิ่งแวดล้อมเพื่อความอยู่รอดในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม สวนกาแฟในเวียดนามกำลังเผชิญกับวิกฤตหลายด้านพร้อมกัน ทั้งการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยและรูปแบบฝนที่แปรปรวน ซึ่งสร้างความเครียดอย่างหนักต่อต้นกาแฟ ควบคู่ไปกับปัญหาการเสื่อมโทรมของดินที่สะสมมาจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวและการพึ่งพาปุ๋ยเคมีอย่างหนักเป็นเวลานาน ส่งผลให้ดินสูญเสียความจุในการอุ้มน้ำและจุลินทรีย์ธรรมชาติ ยิ่งไปกว่านั้น ต้นทุนปุ๋ยเคมีและเคมีเกษตรที่พุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง ยังซ้ำเติมความมั่นคงทางรายได้ของเกษตรกรรายย่อยอย่างรุนแรง
เพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว UCC และ ACOM ได้จัดตั้งแปลงสาธิตขึ้นในพื้นที่จริง เพื่อทดสอบกระบวนการทางวิทยาศาสตร์เกษตรอย่างเป็นระบบ โครงการนี้เน้นการนำเทคนิคหลักสามประการเข้ามาปรับใช้ เริ่มจากการฟื้นฟูระบบนิเวศด้วยการปลูกไม้ยืนต้นให้ร่มเงา หรือ Shade Trees ซึ่งในเบื้องต้นได้มีการแจกจ่ายต้นกล้าไม้ร่มเงาไปแล้วกว่า 1,700 ต้น ให้แก่เกษตรกร 38 ครัวเรือน ควบคู่ไปกับการปลูกพืชคลุมดิน หรือ Cover Crops เพื่อช่วยรักษาความชื้น ลดการระเหยของน้ำ เพิ่มชีวมวล และลดความเครียดทางความร้อนของต้นกาแฟ
เทคนิคต่อมาคือการฟื้นฟูสุขภาพดินผ่านการใช้ถ่านชีวภาพ หรือไบโอชาร์ (Biochar) ผสมผสานกับปุ๋ยหมัก เพื่อทดแทนและลดการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ ไบโอชาร์ไม่เพียงแต่ช่วยปรับปรุงโครงสร้างดินให้โปร่งร่วนและอุ้มน้ำได้ดีขึ้น แต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในมิติทางภูมิอากาศ โดยการกักเก็บคาร์บอนไว้ใต้ดินอย่างยาวนาน ซึ่ง UCC มุ่งหวังใช้เทคนิคนี้เป็นกลไกการลดก๊าซเรือนกระจกภายในห่วงโซ่อุปทานของตนเอง หรือที่เรียกว่า Carbon Insetting เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายองค์กรในการบรรลุความเป็นกลางทางคาร์บอน หรือ Carbon Neutrality ภายในปี 2040
คุณ Thuan Sarzynski ผู้จัดการฝ่ายบริหารความยั่งยืนของ ECOM Vietnam ได้ระบุถึงแนวทางในพื้นที่ว่า โครงการนี้จะทำหน้าที่บันทึกและประเมินผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างละเอียดตลอดระยะเวลาหลายปีต่อจากนี้ เพื่อปูทางไปสู่การขยายผลโมเดลการคาร์บอนต่ำที่สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในวงกว้าง และช่วยให้ UCC บรรลุเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเป็นศูนย์ได้อย่างยั่งยืน
เมื่อประเมินความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ โครงการนำร่องนี้ถือว่ามีโอกาสประสบความสำเร็จสูง เนื่องจากมีแรงขับเคลื่อนจากตลาดปลายทางที่ชัดเจน โดย UCC ได้ตั้งเป้าจัดหากาแฟจากแหล่งที่ยั่งยืนร้อยละร้อยภายในปี 2030 อีกทั้งยังมีกฎระเบียบระหว่างประเทศ เช่น กฎหมายว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่าของสหภาพยุโรป หรือ EUDR เป็นตัวบีบบังคับให้ห่วงโซ่อุปทานกาแฟต้องมีความโปร่งใสและตรวจสอบย้อนกลับได้ อย่างไรก็ตาม ความเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่ช่วงเปลี่ยนผ่าน 1 – 3 ปีแรก ซึ่งผลผลิตกาแฟอาจลดลงเล็กน้อยในขณะที่ระบบนิเวศดินกำลังปรับตัว หากเกษตรกรไม่ได้รับมาตรการสนับสนุนหรือเงินชดเชยที่เพียงพอ อาจเป็นอุปสรรคต่อการขยายผลในวงกว้าง
Photo credit : Coffee Traveler
เมื่อมองกลับมายังบริบทของอุตสาหกรรมกาแฟในประเทศไทย ทั้งพื้นที่ปลูกกาแฟโรบัสตาทางภาคใต้ และกาแฟอาราบิกาทางภาคเหนือ พบว่ามีความเชื่อมโยงและจุดเปรียบเทียบที่น่าสนใจ สำหรับพื้นที่ภาคเหนือของไทย สวนกาแฟจำนวนมากปลูกในระบบวนเกษตร หรือ Agroforestry ใต้ร่มเงาป่าธรรมชาติ ซึ่งมีลักษณะสอดคล้องกับแนวคิดเกษตรกรรมฟื้นฟูอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ประเทศไทยยังขาดแคลนคือการเก็บข้อมูลทางวิทยาศาสตร์และการประเมินการกักเก็บคาร์บอนอย่างเป็นระบบ ทำให้เสียโอกาสในการสร้างมูลค่าเพิ่มและการทำ Carbon Inset ในระดับสากล
ในทางกลับกัน สวนกาแฟโรบัสตาทางภาคใต้ของไทย กลับกำลังเผชิญปัญหาดินเสื่อมโทรม ต้นทุนปุ๋ยพุ่งสูง และสภาพอากาศผันผวนในลักษณะเดียวกับเวียดนาม การนำนวัตกรรมไบโอชาร์และการปลูกพืชคลุมดินตามโมเดลของ UCC มาประยุกต์ใช้ อาจช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายด้านเคมีเกษตร และเพิ่มความทนทานให้แก่สวนกาแฟไทยได้โดยตรง นอกจากนี้ ประเทศไทยยังจำเป็นต้องปรับเปลี่ยนรูปแบบความร่วมมือ จากเดิมที่ผู้ประกอบการทำหน้าที่เพียงรับซื้อผลผลิต ไปสู่การร่วมลงทุนในแปลงปลูกและถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อสร้างความมั่นคงทางวัตถุดิบและร่วมกันขับเคลื่อนอุตสาหกรรมกาแฟไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืนในอนาคต
นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
Facebook : Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag















Comments