top of page

Brew_ Lab โปรเจกต์ตู้กาแฟจำลองรสชาติยุคโลกร้อน ด้วยข้อมูลจาก NASA และ Kew Gardens รสชาติจากอนาคตในอีก 100 ปี


ลอนดอน, สหราชอาณาจักร - ลองจินตนาการถึงปี ค.ศ. 2126 หากวิกฤตสภาพภูมิอากาศทวีความรุนแรงจนพื้นที่เกษตรกรรมบนโลกไม่สามารถรองรับการเพาะปลูกได้อีกต่อไป มนุษย์อาจต้องหันไปพึ่งพาเทคโนโลยีอวกาศเพื่อปลูกกาแฟบนดาวอังคาร นี่ไม่ใช่พล็อตภาพยนตร์ไซไฟ แต่เป็นแก่นความคิดของ 'Brew_Lab' โครงการออกแบบเชิงคาดการณ์อนาคต ที่นำข้อมูลทางวิทยาศาสตร์จริงมาแปรเปลี่ยนเป็น “รสชาติและกลิ่น” เพื่อเตือนสติคนยุคปัจจุบันถึงความเปราะบางของห่วงโซ่อุปทานกาแฟโลก


โครงการนี้เป็นผลงานวิจัยและพัฒนาระดับปริญญาโท (MA Material Futures) ของ Sarah Ali นักออกแบบอุตสาหกรรมวัย 35 ปี จากวิทยาลัยศิลปะและการออกแบบเซนทรัลเซนต์มาร์ตินส์ (Central Saint Martins: CSM) มหาวิทยาลัยศิลปะแห่งลอนดอน โดยเปิดตัวและจัดแสดงในงานเทศกาลดีไซน์ระดับโลก Milan Design Week ปี 2026 รวมถึงนิทรรศการจบการศึกษาของ CSM


Sarah Ali เปิดเผยกับสำนักข่าว TechRadar ว่า เป้าหมายหลักของ Brew Lab ไม่ใช่การผลิตกาแฟเพื่อการค้าในปัจจุบัน แต่เป็นการโครงการจำลองอนาคตของภูมิอากาศ เพื่อให้ผู้บริโภคได้สัมผัสถึงผลกระทบทางกายภาพผ่านการรับรสและการดมกลิ่น






















"หากเรายังคงดำเนินชีวิตและทำลายสิ่งแวดล้อมดังเช่นทุกวันนี้ ในอีก 100 ปีข้างหน้า โลกอาจไม่สามารถเอื้ออำนวยต่อการเติบโตของสิ่งจำเป็นพื้นฐานที่เราต้องการได้อีกต่อไป การใช้สถานการณ์สุดโต่งอย่างการจำลองกาแฟบนดาวอังคาร จะช่วยให้เราเข้าใจความจริงที่กำลังเกิดขึ้นบนโลกได้ชัดเจนขึ้น เพื่อที่เราจะได้คิดหาวิธีหลีกเลี่ยงอนาคตอันเลวร้ายนั้น หรือเตรียมรับมือกับมันอย่างทันท่วงที" Sarah Ali กล่าว


เพื่อขับเคลื่อนโครงการนี้ให้มีความแม่นยำสูง Ali จึงไม่ได้พึ่งพาเพียงจินตนาการ แต่เธอใช้โมเดลการเรียนรู้ของเครื่อง Machine Learning Models ประมวลผลร่วมกับข้อมูลคาดการณ์สภาพภูมิอากาศและเกษตรกรรมอวกาศ จากผู้เชี่ยวชาญระดับโลกสองท่าน คือ ดร. จิโอยา มัสซา (Dr. Gioia Massa) นักวิทยาศาสตร์ด้านพืชศาสตร์จากองค์การ NASA และ ดร. แอรอน เดวิส (Dr. Aaron Davis) หัวหน้าทีมวิจัยด้านกาแฟและผู้เชี่ยวชาญพฤกษศาสตร์ระดับโลกจากสวนพฤกษศาสตร์หลวงคิว (Kew Gardens)



เจาะลึก 3 สายพันธุ์กาแฟแห่งอนาคต

ตู้กาแฟหยอดเหรียญแห่งอนาคตของ Brew_Lab ถูกออกแบบมาให้เสิร์ฟกาแฟจาก 3 ช่วงเวลาในอนาคต โดยแต่ละเมนูเลือกใช้สายพันธุ์กาแฟที่สะท้อนการปรับตัวทางชีวภาพและข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

เมนู Brazil 2027 ความเปราะบางของอาราบิกา เมนูนี้ใช้สายพันธุ์กาแฟอาราบิกากระแสหลักในปัจจุบัน ที่ถูกออกแบบมาเพื่อสะท้อนอนาคตอันใกล้ และตอกย้ำความอ่อนแอของสายพันธุ์อาราบิกา ข้อมูลเชิงสถิติจากมหาวิทยาลัยฟลอริดา (University of Florida) ระบุว่า ผลผลิตของกาแฟอาราบิกาทั่วโลกคาดว่าจะลดลงมากถึง 80% ภายในปี ค.ศ. 2050 เนื่องจากอาราบิกาเป็นพืชที่ทนความร้อนต่ำและไวต่อโรคราสนิม รสชาติของแก้วนี้จึงเป็นตัวแทนของสิ่งที่เรากำลังจะสูญเสียไปหากไม่เริ่มเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม


เมนูที่ 2 ชื่อว่า Sierra Leone 2080 การคืนชีพของสเตโนฟิลลา (Stenophylla) เป็นเมนูที่ใช้กาแฟสายพันธุ์ stenophylla ซึ่งเป็นกาแฟป่าสายพันธุ์หายากจากแอฟริกาตะวันตก ด้วยเหตุผลเชิงตรรกะที่ว่า ในอีกราว 50 กว่าปีข้างหน้า มนุษย์จำเป็นต้องพึ่งพากาแฟทางเลือกเพื่อความอยู่รอด ดร. แอรอน เดวิส เป็นผู้ค้นพบพืชป่าชนิดนี้ซ้ำอีกครั้งในป่าลึกของเซียร่าลีโอน หลังจากเชื่อว่าสูญพันธุ์ไปนานแล้ว คุณสมบัติเด่นของ Stenophylla คือ มีความทนทานต่อสภาพอากาศที่ร้อนชื้นและอุณหภูมิที่สูงกว่าอาราบิกาอย่างมาก แต่สิ่งที่น่าทึ่งคือมันให้โปรไฟล์รสชาติที่ซับซ้อน หอมหวาน และยอดเยี่ยมใกล้เคียงกับอาราบิกาเกรดพรีเมียม ในโครงการนี้ Ali ได้พัฒนากลิ่นที่รับประทานได้ร่วมด้วย เพื่อจำลองรสชาติกาแฟสเตโนฟิลลาที่จะกลายเป็นเสาหลักใหม่ของอุตสาหกรรมในปี 2080


เมนูสุดท้ายคือ Mars 2126 ทางรอดสุดท้ายด้วยสายพันธุ์ราเซโมซา (Racemosa) กาแฟป่าพันธุ์ทรหด เมล็ดจิ๋ว มีคาเฟอีนต่ำเมนูนี้เป็นการจำลองสถานการณ์แบบสุดโต่ง คือในอีก 100 ปีข้างหน้า ซึ่งก็คงจะไม่มีใครที่กำลังอ่านอยู่ตอนนี้ จะอยู่เพื่อชิมเมนูนี้ในอีก 100 ปี ข้างหน้าแน่ ๆ  เป็นเมนูที่ Brew_Lab คิดบนพื้นฐานว่า เมื่อเกษตรกรรมต้องย้ายไปอยู่บนดาวอังคาร เมนูนี้เลือกใช้ฐานพันธุกรรมจากสายพันธุ์ Racemosa ซึ่งขึ้นชื่อในเรื่องความสามารถในการทนความแห้งแล้งขั้นสุด สามารถเติบโตได้ในพื้นที่ปริมาณน้ำฝนต่ำมาก นอกจากนี้ ในการออกแบบรสชาติของแก้วนี้ นวัตกรรมของ Brew_Lab ยังได้นำข้อมูลการวิจัยด้านพืชศาสตร์ของ NASA มาคำนวณร่วมด้วย โดยเฉพาะผลกระทบของแรงโน้มถ่วงที่ต่ำบนดาวอังคาร ซึ่งส่งผลต่อระบบไหลเวียนของเหลวในร่างกายมนุษย์ และทำให้ประสิทธิภาพการรับรู้รสชาติและกลิ่นของเราลดลง รสชาติของกาแฟดาวอังคารจึงถูกปรับแต่งขึ้นมาเป็นพิเศษเพื่อตอบโจทย์สรีรวิทยาของมนุษย์ในอวกาศ



แต่ประเด็นที่สร้างความตื่นตัวให้แก่คนในอุตสาหกรรมกาแฟมากที่สุดในโปรเจกต์นี้ คือข้อมูลเชิงลึกจาก ดร. แอรอน เดวิส ซึ่ง Sarah Ali ได้นำมาอ้างอิงและสื่อสารในนิทรรศการ ดร. เดวิส ได้ทำการศึกษาและจำแนกสายพันธุ์พืชตระกูลกาแฟป่าชนิดต่าง ๆ รวมทั้งสิ้น 127 สายพันธุ์ แต่ผลการประเมินจากแบบจำลองคอมพิวเตอร์ชี้ว่า มีเพียง 7 ถึง 12 สายพันธุ์เท่านั้น ที่มีโครงสร้างทางพันธุกรรมที่แข็งแกร่งพอจะอยู่รอดได้ในศตวรรษหน้า


ข้อเท็จจริงนี้ระบุว่า มากกว่า 60% ของสายพันธุ์กาแฟตามธรรมชาติ กำลังเสี่ยงต่อการสูญพันธุ์อย่างถาวร ซึ่งความน่ากลัวทางตรรกะของเรื่องนี้ ไม่ใช่แค่การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ แต่มันหมายถึงคลังพิมพ์เขียวทางพันธุกรรมของมนุษยชาติกำลังจะล่มสลาย เพราะในอนาคต หากกาแฟสายพันธุ์พาณิชย์อย่างอาราบิกาอ่อนแอลงเรื่อย ๆ นักวิทยาศาสตร์จะไม่เหลือพืชกาแฟป่าสายพันธุ์อื่น ๆ มาทำหน้าที่เป็นพ่อพันธุ์แม่พันธุ์เพื่อผสมข้ามสายพันธุ์ ในการสร้างสายพันธุ์ใหม่ที่ทนโรคและทนแล้งได้อีกต่อไป


Photo credit : Sarah Ali


นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

Facebook : Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler


 
 
 

Comments


bottom of page