top of page

ไทยแจกกล้าพันธุ์ เวียดนามทุ่ม AI คัดสายพันธุ์ เปรียบเทียบยุทธศาสตร์กาแฟ ไทย vs เวียดนาม ในสนามการค้าโลก

ท่ามกลางกระแสความตื่นตัวด้านสิ่งแวดล้อมและมาตรการการค้าระดับสากล กิจกรรม “โครงการส่งเสริมการปลูกกาแฟ และงานประชาสัมพันธ์การใช้กล้าพันธุ์กาแฟและการบริหารจัดการพื้นที่ปลูกบนพื้นที่สูงอย่างยั่งยืน” ซึ่งจัดขึ้นโดยกรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ณ โรงเรียนเล่าฝู่ ตำบลป่าตึง อำเภอแม่จัน จังหวัดเชียงราย ได้กลายเป็นหมุดหมายสำคัญในการประกาศทิศทางใหม่ของอุตสาหกรรมกาแฟไทย โดย นางสาวปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ลงพื้นที่เน้นย้ำถึงยุทธศาสตร์การพัฒนาที่ไม่ได้มุ่งเน้นเพียงแค่การเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่เน้นการสร้างคุณภาพ อัตลักษณ์ และความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่การผลิต ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ธรรมชาติ การยุติการเผาในทุกกรณี และการยึดมั่นในมาตรฐานสิ่งแวดล้อมสากลอย่าง EUDR เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวให้แก่เกษตรกร



นโยบายดังกล่าวถือเป็นเข็มทิศเชิงบวกที่พยายามแก้โจทย์ใหญ่ของกาแฟไทย ทั้งเรื่องการปรับตัวรับมาตรการสิ่งแวดล้อมสากลอย่าง EUDR (EU Deforestation Regulation) ของสหภาพยุโรป การสร้างมาตรฐาน GAP และการทำวนเกษตร (Agroforestry) เพื่อหยุดปัญหาหมอกควัน PM 2.5 แต่ทว่า เมื่อมองลึกลงไปในทางปฏิบัติ จะพบว่ามีรอยร้าวและความย้อนแย้งเชิงโครงสร้างที่ซ่อนอยู่ระหว่างนโยบายการแจกจ่ายสายพันธุ์ของภาครัฐฯ เช่น โครงสร้างพื้นฐานของมาตรฐาน GAP & EUDR เพราะมาตรฐาน GAP และเกณฑ์การตรวจสอบย้อนกลับของ EUDR ต้องการระบบข้อมูล GPS / GIS ของแปลงปลูก และการทำบัญชีฟาร์ม แต่จุดสังเกตคือ เกษตรกรรายย่อย บนพื้นที่สูงส่วนใหญ่ขาดความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล สำคัญคือ สิทธิ์ในที่ดินทำกิน ในหลายพื้นที่ ยังเป็นพื้นที่คาบเกี่ยวป่าอนุรักษ์และหรือป่าสงวน หากรัฐฯ ไม่ปลดล็อกเอกสารสิทธิ์หรือกลไกการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างถูกกฎหมาย เกษตรกรกลุ่มนี้จะไม่สามารถเข้าสู่ระบบ GAP หรือขอใบรับรอง EUDR ได้เลย และอีกหนึ่งประเด็นใหญ่คือ เป้าหมายการผลักดันกาแฟไทยสู่ตลาดพรีเมียมหรือ Specialty Coffee


สายพันธุ์หลักที่ภาครัฐฯ เลือกนำมาแจกจ่ายและส่งเสริมอย่าง เชียงใหม่ 80 และสายพันธุ์ปรับปรุงใหม่อย่าง กวก. เชียงใหม่ 1 แม้จะมีข้อดีอย่างเด่นชัดในมิติทางการเกษตร ทั้งการต้านทานโรคราสนิมได้สูงถึงร้อยละ 97.7 และการให้ผลผลิตที่สม่ำเสมอ ซึ่งตอบโจทย์ความมั่นคงพื้นฐานของเกษตรกร แต่สายพันธุ์เหล่านี้กลับถูกพันธนาการด้วยโครงสร้างทางพันธุกรรมแบบ Catimor ซึ่งเป็นการผสมข้ามสายพันธุ์ระหว่าง Arabica และ Hibrido de Timor ที่มียีนของ Robusta ปะปนอยู่



ยีนของ Robusta ที่แฝงอยู่นี้เอง ที่เป็นเหมือนเพดานล่องหน กั้นไม่ให้ผลผลิตส่วนใหญ่สามารถแสดงมิติของมวลรสชาติที่ซับซ้อนตามมาตรฐานสากล สถาบันวิจัยกาแฟโลกอย่าง World Coffee Research และผู้ประเมินคุณภาพกาแฟระดับสากลต่างยอมรับว่า กาแฟกลุ่ม Catimor มักขาดความซับซ้อนของความเป็นกรดผลไม้ ความหวานธรรมชาติ และกลิ่นดอกไม้สุกอันเป็นหัวใจสำคัญของการประเมินคะแนน Cupping Score ระดับสูง มักติดรสขมฝาดและกลิ่นสมุนไพรดิบได้ง่าย หากจัดการไม่ประณีต การแจกกล้าพันธุ์สายพันธุ์เดียวจึงกลายเป็นการสร้างข้อจำกัดให้กับเกษตรกรบนพื้นที่สูงที่มีสภาพแวดล้อมเอื้ออำนวยต่อการปลูกกาแฟสายพันธุ์เกรดพรีเมียมอย่าง Typica, Bourbon หรือ Geisha โดยไม่รู้ตัว


ภาพความย้อนแย้งนี้ ยิ่งชัดเจนขึ้นเมื่อหันไปมองความเคลื่อนไหวของคู่แข่งในระดับภูมิภาคอย่างเวียดนาม คณะกรรมการประชาชนจังหวัดเกียลาย ได้อนุมัติงบประมาณมหาศาลกว่า 326,000 ล้านดอง จัดตั้งสถาบันวิจัยและพัฒนาด้านกาแฟด้วยเทคโนโลยี AI บนพื้นที่กว่า 1.57 ล้านตารางเมตร มุ่งเน้นการประเมินและคัดสรรสายพันธุ์ใหม่นับร้อยสายพันธุ์ต่อปี การใช้นวัตกรรมเฝ้าระวังศัตรูพืช ตลอดจนการตั้งห้องปฏิบัติการตรวจวิเคราะห์คุณภาพและการคั่วเพื่อตอบโจทย์ตลาดโลก ในขณะที่ประเทศผู้ส่งออกระดับโลกกำลังติดอาวุธด้วย AI และการพัฒนาพันธุกรรมพืชอย่างก้าวกระโดด ภาคเกษตรกรรมของไทยกลับยังคงขับเคลื่อนด้วยกลไกแจกกล้าพันธุ์เดิม ๆ ที่พัฒนาขึ้นเมื่อหลายสิบปีก่อน โดยปราศจากการสนับสนุนด้านเทคโนโลยีวิจัยพันธุกรรมเชิงลึกอย่างเป็นระบบ


อย่างไรก็ตาม การรับแจกสายพันธุ์ เชียงใหม่ 80 หรือ เชียงใหม่ 1 ไม่ได้หมายถึงประตูสู่ตลาดกาแฟพิเศษจะปิดตายลงอย่างสิ้นเชิง หากแต่ต้องการนวัตกรรมในกระบวนการแปรรูปเข้ามาเติมเต็ม เกษตรกรยุคใหม่เริ่มปรับตัวด้วยการนำเทคโนโลยีการหมักแบบคุมสภาวะ การหมักแบบไม่ใช้ออกซิเจนร่วมกับยีสต์เฉพาะทาง หรือการทำ Thermal Shock และ Carbonic Maceration เพื่อดึงความหวานและสร้างโครงสร้างความกรดที่ซับซ้อนขึ้นมาทดแทนข้อจำกัดทางพันธุกรรม ควบคู่ไปกับการคั่วที่ประณีตในระดับ Light - Medium เพื่อชูเอกลักษณ์เฉพาะตัวและกลบจุดด้อยเรื่องความขมฝาดของยีน Robusta


ท้ายที่สุด นโยบายการพัฒนาความยั่งยืนและการงดเว้นการเผาของภาครัฐฯ จะประสบความสำเร็จได้อย่างแท้จริง ก็ต่อเมื่อรัฐบาลกล้าที่จะปรับเปลี่ยนสมดุลทางยุทธศาสตร์ เลิกมองการแจกกล้าพันธุ์เป็นเพียงงานธุรการเกษตร แต่ต้องลงทุนในนวัตกรรมวิจัยสายพันธุ์ใหม่ควบคู่กับการใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์ข้อมูลแปลงปลูกแบบเดียวกับสากล พร้อมทั้งจัดโซนนิ่งการส่งเสริมสายพันธุ์ตามความสูงของพื้นที่และกลไกตลาดจริง รวมถึงการถ่ายทอดนวัตกรรมแปรรูปหลังการเก็บเกี่ยวอย่างเข้มข้น เพื่อให้ยุทธศาสตร์ความยั่งยืนของไทย สามารถพาเกษตรกรเดินทางไปสู่ความมั่นคงทางเศรษฐกิจได้อย่างแท้จริงในเวทีโลก



นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

Facebook : Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler

Comments


bottom of page