top of page

รายงานจาก Trase กับต้นทุน Traceability ที่ชาวสวนต้องแบกเมื่อทุนใหญ่ผลักภาระลงไปที่ต้นน้ำ


รายงานวิเคราะห์ห่วงโซ่อุปทานกาแฟดิบระดับโลกฉบับล่าสุดโดยองค์กร Trase ซึ่งเป็นการผนึกกำลังวิจัยระหว่างสถาบันสิ่งแวดล้อมสตอกโฮล์มและองค์กร Global Canopy ได้เปิดเผยตัวเลขชุดสำคัญ ที่สะท้อนถึงโครงสร้างการค้ากาแฟดิบของโลกไว้อย่างน่าสนใจ รายงานชิ้นนี้ระบุว่า ปริมาณการค้ากาแฟดิบส่วนใหญ่ของโลก ไม่ได้ถูกถือครองโดยแบรนด์ร้านกาแฟชื่อดังที่เราคุ้นเคยกันตามท้องถนน แต่กลับตกอยู่ในมือของบริษัทกลุ่มทุนผู้ค้าสินค้าโภคภัณฑ์การเกษตรข้ามชาติเพียงไม่กี่ราย โดยพบว่าบริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่ที่สุดเพียง 10 อันดับแรก ควบคุมปริมาณการส่งออกกาแฟดิบทั่วโลกไปแล้วถึงร้อยละ 35 และหากนับรวมผู้ส่งออก 30 อันดับแรก ตัวเลขสัดส่วนครองตลาดจะพุ่งสูงถึงร้อยละ 55 ของการส่งออกกาแฟดิบทั้งโลก โดยมีบริษัทค้ายักษ์ใหญ่อย่าง โอแลม, ลุยส์ เดรฟัส, นอยมันน์ และซูคาฟินา เป็นผู้เล่นหลักที่คุมทิศทางสายน้ำแห่งเมล็ดกาแฟจากประเทศผู้ผลิตหลัก เช่น บราซิล เวียดนาม โคลอมเบีย และอินโดนีเซีย ไปสู่ตลาดบริโภคใหญ่อย่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกา


อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สวนทางกับมูลค่าการค้ามหาศาล และอำนาจการจัดการที่กระจุกตัวอยู่ในมือกลุ่มทุนข้ามชาติ คือตัวเลขชีวิตจริงของคนทำงานฝุ่นตลบอยู่ที่ต้นน้ำ รายงานฉบับเดียวกันนี้ ย้ำเตือนความจริงอันน่าตระหนกว่า เกษตรกรผู้ปลูกกาแฟรายย่อยทั่วโลก จำนวนมากถึงร้อยละ 44 ยังคงมีชีวิตอยู่ใต้เส้นความยากจนขีดสุด พวกเขายังคงต้องต่อสู้กับราคาผลผลิตที่ไม่แน่นอน ต้นทุนปุ๋ยและแรงงานที่พุ่งสูง ตลอดจนความผันผวนของสภาพอากาศ และในขณะที่เกษตรกรกำลังแบกรับความเสี่ยงรอบด้าน สหภาพยุโรปซึ่งเป็นตลาดนำเข้ากาแฟที่ใหญ่ที่สุดในโลก ด้วยสัดส่วนการนำเข้าถึงร้อยละ 40 กำลังเริ่มบังคับใช้กฎหมายระเบียบว่าด้วยสินค้าที่ปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า หรือ EUDR กฎหมายฉบับนี้ กำหนดให้กาแฟทุกกระสอบที่จะส่งไปขายในยุโรป ต้องมีข้อมูลพิกัดดาวเทียมระบุตำแหน่งแปลงปลูกอย่างแม่นยำ เพื่อยืนยันว่าเมล็ดกาแฟนั้นไม่ได้มาจากพื้นที่ที่มีการถางป่าหลังปี 2020 มาตรการนี้ฟังดูเป็นเรื่องดีต่อโลกในมุมมองของคนเมืองและนักอนุรักษ์ แต่ในโลกความเป็นจริงของชาวสวนกาแฟรายย่อย กฎหมายฉบับนี้กำลังกลายเป็นกำแพงสูงใหญ่ที่ไร้ความเห็นอกเห็นใจ



เมื่อมองผ่านสายตาของเกษตรกรในพื้นที่ห่างไกล เงื่อนไขการส่งข้อมูลพิกัดดาวเทียมหรือข้อมูลการระบุพิกัดแปลงปลูก ไม่ใช่เรื่องง่ายแค่การเปิดแอพพลิเคชั่นในโทรศัพท์ ชาวสวนส่วนใหญ่ในประเทศกำลังพัฒนา ไม่มีทั้งอุปกรณ์ เทคโนโลยี สัญญาณอินเทอร์เน็ตที่เข้าถึง หรือแม้แต่ความรู้ในการจัดทำเอกสารพิกัดแผนที่ดิจิทัล การตั้งกฎเหล็กขีดเส้นตายเช่นนี้ จึงไม่ได้ช่วยให้เกษตรกรหยุดทำลายป่าโดยทันที แต่กลับกลายเป็นการตัดสิทธิ์เกษตรกรรายย่อยที่ยากจน ไม่ให้มีโอกาสส่งออกผลผลิตของตัวเอง เพียงเพราะพวกเขาไม่มีเงินทุนและศักยภาพในการหาเอกสารมายืนยันความบริสุทธิ์ของแปลงปลูก สิ่งนี้สร้างช่องว่างทางเทคโนโลยีขนาดใหญ่ ที่เหวี่ยงคนธรรมดาออกจากระบบการค้าที่เป็นทางการอย่างเลือดเย็น


ที่น่าตั้งคำถามไปมากกว่านั้นคือ เรื่องของต้นทุนในการปรับตัว รายงานของ Trase ระบุว่า บริษัทผู้ค้ากาแฟรายใหญ่ที่ส่งออกเข้ายุโรปจำเป็นต้องลงทุนปรับระบบการตรวจสอบย้อนกลับทั้งห่วงโซ่อุปทาน เนื่องจากบริษัทมองว่าการทำระบบเดียวให้ครอบคลุมกาแฟทั้งหมดร้อยละ 80 ที่ตนเองถือครองอยู่นั้น คุ้มค่ากว่าการแยกสายการค้าเป็นสองระบบ แต่คำถามที่ชาวบ้านติดใจคือ เงินมหาศาลที่บริษัทนำไปใช้สร้างระบบตรวจสอบย้อนกลับ และจ้างคนมาตรวจประเมินนั้น แท้จริงแล้วมาจากไหน ในโลกการค้าสินค้าโภคภัณฑ์ กลุ่มทุนข้ามชาติแทบไม่เคยยอมลดกำไรของตัวเองลง แต่กลไกตลาดจะบีบให้ต้นทุนการบริหารจัดการเหล่านั้น ถูกผลักย้อนกลับมาที่คนต้นน้ำ ผ่านการกดราคารับซื้อกาแฟหน้าสวนให้ต่ำลง หรือการหักค่าธรรมเนียมการตรวจสอบออกจากราคาผลผลิต สุดท้ายแล้วเกษตรกรรายย่อย จึงกลายเป็นคนที่ต้องแบกรับทั้งความเสี่ยงเรื่องฟ้าฝน และยังต้องจ่ายค่าเอกสารความยั่งยืนให้กับคนกลาง โดยที่ไม่เคยได้อานิสงส์จากราคาขายปลีกกาแฟที่แพงลิบลิ่วในเมืองใหญ่เลยแม้แต่น้อย



หากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินไปเช่นนี้ สิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมาไม่ใช่การหมดไปของกาแฟที่รบกวนป่า แต่จะเป็นการเกิด "ตลาดสองมาตรฐาน" ที่ซ้ำเติมคนจนอย่างรุนแรง กาแฟจากฟาร์มขนาดใหญ่ ที่มีนายทุนหนุนหลังและมีเอกสารดาวเทียมครบถ้วน จะถูกส่งไปขายในยุโรปได้ในราคาดี ส่วนกาแฟของเกษตรกรรายย่อย ที่ขาดแคลนเอกสารจะถูกปฏิเสธจากตลาดหลัก และถูกกดราคารับซื้อให้ต่ำลงไปอีก ก่อนจะถูกนำไประบายขายในประเทศที่กฎหมายผ่อนปรนกว่า สุดท้ายป่าไม้ก็ไม่ได้ถูกปกป้องจริงอย่างที่กฎหมายยุโรปตั้งใจไว้ เพียงแต่เส้นทางการเดินทางของเมล็ดกาแฟเปลี่ยนทิศทางไปเท่านั้น ขณะที่เกษตรกรรายย่อย ต้องรับกรรมด้วยการขายผลผลิตในราคาที่ไม่พอเลี้ยงปากท้อง


ข้อเท็จจริงจากรายงานของ Trase จึงไม่ได้เป็นเพียงตัวเลขทางสถิติของนักวิชาการ แต่เป็นเสียงเตือนถึงความอยุติธรรมในห่วงโซ่อุปทานกาแฟโลก หากกลุ่มทุนข้ามชาติ 10 รายแรก ที่กอบโกยกำไรมหาศาลจากการค้ากาแฟ ยังคงปล่อยให้การทำตามกฎหมายสิ่งแวดล้อมเป็นภาระของเกษตรกรฝ่ายเดียว ความยั่งยืนก็เป็นได้แค่คำโฆษณาที่สวยหรู สิ่งที่ต้องเกิดขึ้นจริงคือ กลุ่มทุนผู้ค้าและประเทศผู้บริโภคจะต้องแบ่งปันกำไรกลับมาลงทุนสร้างระบบข้อมูลพิกัดดาวเทียมให้ชาวสวนฟรี โดยไม่ตัดทอนราคารับซื้อผลผลิต รวมถึงต้องมีการประกันราคาพรีเมียมที่เป็นธรรมให้กับกาแฟที่ดูแลสิ่งแวดล้อม เพื่อให้ชาวสวนมีกินมีใช้และมีกำลังใจในการดูแลป่าอย่างแท้จริง เพราะหากไร้ซึ่งการเหลียวแลคนปลูกที่อยู่ตรงฐานรากแล้ว ชาตินี้เราคงไม่มีทางได้ดื่มกาแฟที่ยั่งยืนจริง ตามที่มหาอำนาจตะวันตกวาดฝันไว้ได้อย่างแน่นอน



นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

Facebook : Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler

Comments


ผู้สนับสนุนกาแฟโครงการ Sustainable Sips

Supporting Coffee Partners of the Sustainable Sips Project

นฤนันท์ร้าน-Lama-Roaster.jpg
คุณทัศนีย์-ร้าน-Sway-Gray-Coffee.jpg
ร้าน-MIDLAND.jpg
ชวนชัย--คุณปอง.png
Untitled-1.jpg
images.png
bottom of page