top of page

Green Factory 2.3 หมื่นล้านเมื่อความยั่งยืนของเนสท์เล่ กลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่เกษตรกรไทยต้องรีบปรับตัว

5 minutes ago
1 min read

เครดิตภาพ ThaiPR.NET
เครดิตภาพ ThaiPR.NET

เมื่อเสียงขวานหักไม้ในสมรภูมิการค้าระหว่างยักษ์ใหญ่ F&B ระดับโลก กับอดีตพันธมิตรดั้งเดิมสิ้นสุดลงอย่างเป็นทางการ ภาพการเดินเกมใหม่ของเนสท์เล่ก็ปรากฏชัดขึ้นทันตา ด้วยการประกาศทุ่มเม็ดเงินลงทุนครั้งประวัติศาสตร์มูลค่าสูงถึง 23,000 ล้านบาท เพื่อสร้างฐานการผลิตและกระจายสินค้าแห่งใหม่ภายใต้ชื่อ “House of NESCAFÉ Thailand” บนพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมอารยะ จังหวัดสมุทรปราการ


หากใครยังจำกันได้ Coffee Traveler เคยพาไปถอดรหัสโครงสร้างซัพพลายเชนและชี้ให้เห็นสัจธรรมเชิงเศรษฐศาสตร์ไปแล้วครั้งหนึ่งว่า เม็ดเงินอัดฉีดจัดซื้อวัตถุดิบในประเทศปีละ 4,300 ล้านบาทที่เนสท์เล่ตั้งเป้าไว้นั้น ไม่ใช่เรื่องของเกษตรกรอาราบิกา แต่เป็นเค้กก้อนโตที่กำลังขีดเส้นใต้พุ่งตรงไปหาเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟสายพันธุ์โรบัสตา รวมถึงเกษตรกรโคนมและไร่อ้อยในพื้นที่ราบต่ำ ทว่าในพิธีวางศิลาฤกษ์โรงงานแห่งใหม่ที่เพิ่งผ่านพ้นไป สปอตไลต์กลับไม่ได้หยุดอยู่แค่เรื่องกำลังการผลิต 170,000 ตันต่อปี หรือตัวเลขการจ้างงานกว่า 500 ตำแหน่งเท่านั้น ยักษ์ใหญ่รายนี้ กำลังส่งสัญญาณครั้งสำคัญด้วยการปักหมุดโรงงานแห่งนี้ให้เป็น “Green Factory” ที่ล้ำสมัยที่สุดแห่งหนึ่งในโลก ซึ่งนั่นหมายความว่า กฎกติกาการรับซื้อวัตถุดิบต้นน้ำจากเกษตรกรไทย กำลังจะถูกเปลี่ยนผ่านเข้าสู่ยุค ESG อย่างเต็มตัว


การขยับตัวครั้งนี้ของเนสท์เล่ ไม่ใช่แค่การย้ายฐานการผลิต แต่คือการสร้างพิมพ์เขียวโรงงานอัจฉริยะแบบเบ็ดเสร็จในตัวเอง เพื่อรองรับการผลิตกาแฟผงสำเร็จรูป กาแฟปรุงสำเร็จ และกาแฟกระป๋องพร้อมดื่ม โดยร้อยเรียงเทคโนโลยีด้านสิ่งแวดล้อมเข้าไว้ในทุกอณูของสายการผลิต ตั้งแต่การตั้งเป้าขับเคลื่อนโรงงานด้วยพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ควบคู่ไปกับการนำกากกาแฟและของเหลือทิ้งมาแปลงเป็นพลังงานชีวมวล พร้อมดึงระบบกู้คืนความร้อนมาใช้ลดการสูญเสียพลังงานในเตาคั่ว ขณะเดียวกัน ก็วางระบบหมุนเวียนน้ำแบบวงปิด และยึดหลักการบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมแบบไม่เหลือทิ้งสู่บ่อฝังกลบ ทำงานประสานกับคลังสินค้าอัตโนมัติ ASRS ที่ขับเคลื่อนด้วย AI และหุ่นยนต์ เพื่อลดรอยเท้าคาร์บอนในภาคขนส่ง ทั้งหมดนี้ไม่ได้ทำไปเพียงเพื่อตอบโจทย์เป้าหมาย Net Zero ระดับโลกเท่านั้น แต่ยังเป็นเกราะป้องกันมาตรการภาษีคาร์บอนข้ามแดนที่กำลังจะกลายเป็นมาตรฐานการค้าใหม่ในอนาคตอันใกล้ โดยชูจุดขายด้านนวัตกรรมสิ่งแวดล้อมและเทคโนโลยีขั้นสูงที่ประกอบด้วย 4 Pillars หลักคือ



100% Renewable Energy & Biomass ด้วยการตั้งเป้าขับเคลื่อนสายการผลิตด้วยพลังงานไฟฟ้าหมุนเวียน 100% ผสานการใช้พลังงานชีวมวล (Biomass) ที่นำเอาของเหลือทิ้งจากกระบวนการแปรรูปกาแฟมาแปลงเป็นพลังงานความร้อน พร้อมติดตั้งระบบกู้คืนความร้อน (Heat Recovery System) เพื่อลดการสูญเสียพลังงานในเตาคั่วและการสกัดกาแฟ

Zero Waste to Landfill นำระบบบริหารจัดการขยะอุตสาหกรรมเข้มงวดสูงสุดมาใช้ โดยตั้งเป้าว่าขยะและของเสียทุกกรัมจากกระบวนการผลิต จะต้องถูกนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล หรือแปรรูปเป็นพลังงานทั้งหมด โดยไม่มีการนำไปกลบฝัง

 

Closed-Loop Water Recycling ติดตั้งระบบบำบัดและหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ เพื่อลดอัตราการใช้น้ำดิบจากธรรมชาติในกระบวนการสกัดและทำความสะอาดระบบ


Hyper - Automation & AI Logistics คือการทำงานร่วมกับศูนย์กระจายสินค้าอัตโนมัติ (ASRS) ขนาดใหญ่ ที่รองรับสินค้าได้มากกว่า 100,000 พาเลท ขับเคลื่อนด้วยระบบหุ่นยนต์และปัญญาประดิษฐ์ ในการจัดเรียง คุมอุณหภูมิ และขนส่งแบบเรียลไทม์ เพื่อลดความผิดพลาดและลดการปล่อยคาร์บอนฟุตพริ้นท์ในภาคขนส่ง


และเมื่อกางแผนผังวัตถุดิบดูจะพบว่าเค้ก 4,300 ล้านบาทต่อปี ถูกตัดแบ่งไปตามองค์ประกอบของผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน เม็ดเงินส่วนใหญ่ไหลลงสู่กาแฟโรบัสตาในพื้นที่ภาคใต้ ตั้งแต่ชุมพร ระนอง สุราษฎร์ธานี นครศรีธรรมราช ไปจนถึงพื้นที่ส่งเสริมการปลูกใหม่อย่างอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก และภาคอีสาน เพราะโรบัสตาคือหัวใจของกาแฟสำเร็จรูป ด้วยบอดี้ที่แน่น คาเฟอีนสูง และทนต่อกระบวนการสกัดความร้อน ขณะที่เม็ดเงินอีกสองสายไหลไปสู่ฟาร์มโคนมไทย เพื่อป้อนน้ำนมดิบเข้าสายการผลิตกาแฟพร้อมดื่มแบบกระป๋อง และไหลไปสู่อุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาลทราย เพื่อใช้เป็นส่วนผสมในกาแฟผงปรุงสำเร็จ

แต่คำถามสำคัญที่ซ่อนอยู่หลังภาพฝันอันหอมหวานนี้ก็คือ โรงงานที่ตั้งเป้า Zero Waste และ RE100 จะสามารถเปิดประตูรับวัตถุดิบที่สร้างมลพิษมาจากต้นน้ำได้จริงหรือ


คำตอบในโลกธุรกิจยุคใหม่คือไม่มีทาง เพราะในรายงาน ESG ระดับโลก รอยเท้าคาร์บอนส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมอาหารไม่ได้เกิดขึ้นในโรงงาน แต่ซ่อนอยู่ในภาคการเกษตรและห่วงโซ่อุปทานต้นน้ำสูงถึง 60 - 80% ดังนั้น โรงงานสีเขียวมูลค่า 2.3 หมื่นล้านบาทแห่งนี้ จึงเป็นเพียงก้าวแรก แต่มันจะบีบให้เกษตรกรไทยต้องเดินเข้าสู่ด่านตรวจใหม่ที่เข้มงวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้



เงื่อนไขเข้มงวด 4 ข้อ ที่เกษตรกรต้องเตรียมรับมือ คือ กติกาปราศจากการตัดไม้ทำลายป่า เพราะมาตรการ EUDR ของสหภาพยุโรป เนสท์เล่และองค์กรระดับโลกได้ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจนว่า เมล็ดกาแฟทุกกระสอบที่ส่งเข้าโรงงานจะต้องสามารถระบุพิกัดแปลงปลูก (GPS Mapping) ได้ 100% เพื่อยืนยันว่าไม่อยู่ในพื้นที่ป่าสงวน พื้นที่บุกรุก หรือพื้นที่ที่มีการเผาป่าเพื่อทำเกษตร เกษตรกรรายย่อยที่ไม่ยินยอมเข้าสู่ระบบบันทึกพิกัดดิจิทัล จะถูกคัดออกจากระบบการจัดซื้อโดยอัตโนมัติ

การเปลี่ยนผ่านสู่เกษตรฟื้นฟู เพราะโรงงานสีเขียวต้องการสารกาแฟที่มีคาร์บอนฟุตพริ้นท์ต่ำ นั่นหมายถึงเกษตรกรโรบัสตา จะต้องถูกเคี่ยวกรำให้ลดการใช้ปุ๋ยเคมีสังเคราะห์ ซึ่งปล่อยก๊าซไนตรัสออกไซด์สูง ห้ามเผาเศษวัสดุทางการเกษตรในไร่ และต้องหันมาปลูกพืชคลุมดิน ปลูกไม้ร่มเงาเพื่อเพิ่มการกักเก็บคาร์บอนในดิน หากฟาร์มใดยังคงใช้เคมีเข้มข้นหรือเผาแปลง ผลผลิตจะมีความเสี่ยงสูงที่จะไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานคาร์บอน


นอกจากกาแฟแล้ว มาตรฐานคาร์บอนในฟาร์มนมและไร่อ้อยก็ต้องเข้มข้นเหมือนกัน ฟาร์มโคนมที่จะส่งน้ำนมดิบให้เนสท์เล่ ต้องมีระบบบริหารจัดการมูลสัตว์เพื่อลดก๊าซมีเทน ขณะที่ไร่อ้อยจะต้องเป็นอ้อยตัดสด 100% ไร่อ้อยที่ใช้วิธีเผาก่อนเก็บเกี่ยว จะถูกตัดสิทธิ์การเป็นซัพพลายเออร์ในระบบอุตสาหกรรมยั่งยืนได้ และสุดท้ายคือการรวบรวมข้อมูลและการรับรองมาตรฐานหรือ Certification & Digital Logbook ยุคของการเดินถือกระสอบกาแฟมาขายโดยไม่มีเอกสารนั้น ได้จบลงแล้ว เกษตรกรยุคใหม่ต้องมีระบบบันทึกข้อมูลการใช้ปัจจัยการผลิต (Digital Farm Record) เพื่อรองรับการสุ่มตรวจจากองค์กรผู้ประเมินภายนอก


พิธีวางศิลาฤกษ์โรงงาน House of NESCAFÉ Thailand ที่สมุทรปราการ จึงไม่ใช่แค่ข่าวการลงทุนข้ามชาติธรรมดา แต่คือจุดเปลี่ยนทางโครงสร้างครั้งใหญ่ สำหรับเกษตรกรไทย นี่คือโอกาสทองในการสร้างรายได้ที่มั่นคงจากสัญญารับซื้อระยะยาว แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือตั๋วเงื่อนไขใบใหม่ที่บีบให้ต้องยกระดับวิถีการเพาะปลูก เพราะในวันที่โลกอุตสาหกรรมหมุนไปหาความยั่งยืนเต็มตัว เม็ดเงิน 4,300 ล้านบาทต่อปี จะไม่ได้วิ่งไปหาคนที่ปลูกกาแฟได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่จะวิ่งไปหาเกษตรกรที่ปลูกกาแฟที่เป็นมิตรต่อโลกมากที่สุดเท่านั้น



Coffee Traveler

เป็นนิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

สมัครสมาชิกนิตยสารได้ที่ : IN BOX Facebook Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler

Comments


ผู้สนับสนุนกาแฟโครงการ Sustainable Sips

Supporting Coffee Partners of the Sustainable Sips Project

นฤนันท์ร้าน-Lama-Roaster.jpg
คุณทัศนีย์-ร้าน-Sway-Gray-Coffee.jpg
ร้าน-MIDLAND.jpg
ชวนชัย--คุณปอง.png
Untitled-1.jpg
images.png
bottom of page