ปางปูเลาะ ผาแดง ป่าเมี่ยง สามหมู่บ้านใจกลางหุบเขา
- coffeetravelermag
- 5 days ago
- 2 min read
เอกลักษณ์ของเราไม่ได้แตกต่างจากที่อื่นมาก แต่เราเน้นเรื่อง “อัตลักษณ์” คือความใส่ใจในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การดูแลในแปลง ไปจนถึงขั้นตอน Process ต่าง ๆ
Coffee Traveler จะพาผู้อ่านออกเดินทางสู่ใจกลางหุบเขาอำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยาสู่สามหมู่บ้านเล็ก ๆ ที่ชื่ออาจไม่คุ้นหูนักท่องเที่ยวทั่วไป ปางปูเลาะ ผาแดง และป่าเมี่ยง หมู่บ้านที่ตั้งอยู่ไม่ไกลจากตัวเมืองพะเยา เดินทางไม่ถึงชั่วโมงก็ถึง แต่กลับแตกต่างจากเมืองอย่างสิ้นเชิง ทั้งด้วยภูมิประเทศ ป่าเขาที่โอบล้อม และวิถีชีวิตผู้คนที่ยังคงความดั้งเดิมไว้ได้อย่างน่าทึ่ง บรรยากาศที่นี่เย็นสบาย ร่มรื่น และเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟเป็นพิเศษ ปัจจุบันชาวบ้านทั้งสามหมู่บ้านกำลังเดินหน้าพัฒนากาแฟจากผลผลิตธรรมดา ๆ ให้ยกระดับขึ้นสู่เกรดพรีเมียม ด้วยแรงสนับสนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชน แม้แต่ละหมู่บ้านจะไม่ต่างกันมากนักในวิถีชีวิต หากใครได้แวะมาเยือนสักครั้งย่อมสัมผัสได้ถึงเสน่ห์เฉพาะตัว และความประทับใจที่ยากจะลืม
ปางปูเลาะ ผาแดง และป่าเมี่ยง เดิมทีเคยเป็นหมู่บ้านเดียวกัน ก่อนจะแยกออกเป็นสามหมู่บ้านเล็ก ๆ กระจายตัวอยู่ท่ามกลางผืนป่าเขาที่อุดมสมบูรณ์ ชาวบ้านส่วนใหญ่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์เมี่ยน หรือที่คนเมืองมักเรียกกันว่า “เย้า” ใช้ชีวิตเรียบง่ายและยังคงผูกพันกับธรรมชาติอย่างแนบแน่น พื้นที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนความสูงราว 1,000 – 1,200 เมตร จากระดับน้ำทะเล ทำให้สภาพอากาศเย็นสบายตลอดปีเหมาะสมต่อการปลูกกาแฟ แต่เดิมพืชผลทางการเกษตรของชาวบ้านมักเปลี่ยนแปลงไปตามตลาด ช่วงใดลิ้นจี่เป็นที่ต้องการก็ปลูกลิ้นจี่ เมื่อกาแฟเป็นที่นิยมก็หันมาปลูกกาแฟ ทว่าความจริงแล้ว กาแฟไม่ใช่สิ่งใหม่สำหรับคนเมี่ยน เพราะพวกเขามีวัฒนธรรมการปลูกกาแฟอยู่ก่อนแล้ว เพียงแต่เพิ่งถูกนำกลับมาพัฒนาอย่างจริงจังในช่วงหลัง ปัจจุบันกาแฟจากปางปูเลาะ ผาแดง และป่าเมี่ยง จึงไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ตลาด แต่ยังสะท้อนความพยายามของชุมชนชาติพันธุ์เล็ก ๆ ที่กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่บนรากฐานวัฒนธรรมเดิม และนี่คือสิ่งที่ทำให้กาแฟแม่ใจมีรสชาติพิเศษกว่าที่ใด
เริ่มต้นที่หมู่บ้านแรกที่เราจะแวะกัน ก็คือปางปูเลาะ ในอดีต ชาวบ้านเคยปลูกกาแฟโรบัสตา แต่ด้วยราคากาแฟที่ไม่ดีนัก ทำให้หันไปปลูกลิ้นจี่แทนจนกระทั่งราคาลิ้นจี่ตกต่ำและสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป จึงกลับมาปลูกกาแฟอีกครั้งโดยครั้งนี้เป็นกาแฟอาราบิกา ซึ่งได้รับความสนใจมากขึ้น การปรับเปลี่ยนอาชีพในแต่ละครั้งใช้เวลานานและต้องอาศัยการปรับตัวอย่างมาก การกลับมาปลูกกาแฟครั้งนี้ไม่ได้เป็นเพียงแค่เรื่องของรายได้ แต่ยังเป็นการสร้างศูนย์รวมของชุมชน เมื่อก่อนชาวบ้านต่างคนต่างอยู่ แต่ตอนนี้การปลูกกาแฟทำให้พวกเขาได้มานั่งพูดคุยและแลกเปลี่ยนข้อมูลกันอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่อบอุ่นแบบครอบครัวที่เคยห่างหายไป
พ่อหลวงชาญชัย (ชาญชัย ใจปรีชาวัฒนากุล) ผู้ใหญ่บ้านปางปูเลาะเผยว่า ชาวบ้านปางปูเลาะจะทำกาแฟเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่การเก็บผลเชอร์รี คัดแยกเมล็ด กะเทาะเปลือก หมัก และตากจนเป็นกะลา โดยจะไม่มีนายทุนจากภายนอกเข้ามาลงทุน มีเพียงหน่วยงานภาครัฐ เช่น กรมส่งเสริมการเกษตรและกรมวิชาการเกษตร และภาคเอกชนอย่างโรงคั่วต่าง ๆ เข้ามาเป็นเครือข่ายสนับสนุนในด้านการปรับปรุงคุณภาพกาแฟ เอกลักษณ์ของกาแฟที่นี่คือ “อัตลักษณ์”
ที่มาจากความใส่ใจในทุกกระบวนการปลูกและการแปรรูปเป็นหลัก โดยส่วนใหญ่จะเน้นการทำแบบ Washed Process ผลจากการพัฒนาคุณภาพอย่างต่อเนื่องทำให้กาแฟของที่นี่ได้รับคะแนนประเมินสูงถึง 87.7 คะแนนจากการประกวด ซึ่งถือเป็นระดับที่น่าพอใจมาก
“เอกลักษณ์ของเราไม่ได้แตกต่างจากที่อื่นมาก แต่เราเน้นเรื่อง “อัตลักษณ์” คือความใส่ใจในทุกกระบวนการ ตั้งแต่การดูแลในแปลง ไปจนถึงขั้นตอน Process ต่าง ๆ ที่เราได้รับการอบรมมา เพื่อยกระดับกาแฟของเราให้ทัดเทียมกับพื้นที่อื่น ๆ ครับ รสชาติก็ถือว่าอยู่ในระดับที่น่าพอใจครับ จากการประเมินล่าสุดคะแนนจะเริ่มที่ 80 คะแนนขึ้นไป ถือว่าอยู่ในเกรดที่ดีครับ เพิ่งเริ่มส่งประกวดได้ 2 ปีครับ ปีก่อนยังขาดความเข้าใจในกระบวนการที่ถูกต้อง แต่ปีล่าสุดเรามีการพัฒนาขึ้น และได้ส่งไปประกวดที่จังหวัดน่าน ผลออกมาได้ 87.7 คะแนน ก็ถือว่ายกระดับคุณภาพขึ้นมาเยอะ เป็นที่น่าพอใจมากครับ เราจะเน้นทำเป็น Washed Process ครับ คือทำเป็นกะลาอย่างเดียวเป็นหลัก”
ปางปูเลาะเป็นหมู่บ้านที่ยังคงรักษาเอกลักษณ์และวิถีชีวิตดั้งเดิมไว้ แม้จะมีการเปลี่ยนแปลงด้านอาชีพมาสู่การท่องเที่ยวและการปลูกกาแฟ แต่คุณเหมย (สยุมพร ปรานวิโรจน์) ในฐานะเจ้าของโฮมสเตย์ก็ยืนยันว่า วิถีชีวิตแบบดั้งเดิมยังคงอยู่ ทั้งเรื่องอาหารการกินและประเพณีต่าง ๆ ที่ยังสืบทอดกันมา
“วิถีชาวบ้านของบ้านเราก็ยังจะเป็นแบบเดิม ผสมผสานกับรูปแบบใหม่นิดหนึ่งรูปแบบเดิมก็คือเรื่องอาหารการกิน เราก็ยังนิยมกินแบบเดิม อาหารอย่างเช่นว่าผักขมอะไรก็ยังกินแบบเดิมค่ะ แล้วก็หน่อไม้ดองที่เราใช้เอามาถนอมอาหารประจำปี ก็ยังใช้แบบเดิมอยู่ค่ะ เราเป็นหมู่บ้านใหม่ที่เพิ่งจะเริ่มการทำการท่องเที่ยวโฮมสเตย์ แต่เราก็เริ่มมาตั้งแต่จุดแรก คือ แรกเริ่มเดิมทีไม่มีอะไรเลยแต่ว่าค่อย ๆ ขยับขึ้นมา จากเริ่มมีโฮมสเตย์ เริ่มเพิ่มการท่องเที่ยว การนำเที่ยวแล้วก็เรื่องอาหารการกินที่เป็นแบบพื้นบ้านที่เขาสนใจ แล้วก็มาควบคู่กับเรื่องกาแฟที่ชุมชนเขาปลูกกันค่ะ เมื่อก่อนเริ่มเดิมทีก็ปลูกกาแฟเหมือนกันค่ะ แต่ว่าเป็นโรบัสตา แล้วช่วงนั้นกาแฟเขายังไม่ดัง คนยังไม่ค่อยรู้จัก ยังกินจำนวนจะน้อย พอตอนหลังเราก็เลยหันมาปลูกเป็นลิ้นจี่ เพราะช่วงนั้นได้ราคาที่ดี แล้วก็หันมาดูแลแต่ลิ้นจี่เป็นส่วนใหญ่ แต่เดี๋ยวนี้ลิ้นจี่เริ่มราคาถดถอยลง แล้วก็เนื่องด้วยอากาศด้วย อากาศเหมือนโลกร้อนขึ้น ลิ้นจี่ชอบความเย็น ก็เลยกลับมาเข้าในโหมดกาแฟต่อ แต่ว่าอาจจะเป็นอาราบิกาค่ะ ”
กาแฟเป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์สำคัญที่ช่วยดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เข้ามาในหมู่บ้านเนื่องจากนักท่องเที่ยวที่มาจะสนใจและอยากลองชิมกาแฟของที่นี่ นอกจากนี้ การกลับมาปลูกกาแฟยังส่งผลดีต่อความสัมพันธ์ของคนในชุมชน เพราะเป็นจุดรวมตัวที่ทำให้ชาวบ้านได้มานั่งพูดคุยกัน สร้างความกลมเกลียวที่เคยห่างหายไปให้กลับมาอีกครั้ง
เราเดินทางกันมาต่อที่บ้านผาแดง ได้พูดคุยกับคุณมานพ (มานพ ใจปรีชาวัฒนากุล) เป็นเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่ส่งออกจำนวนมากอันดับต้น ๆ ของหมู่บ้าน ซึ่งสวนกาแฟของคุณมานพที่บ้านผาแดงมีประวัติยาวนานกว่า 20 ปี โดยส่วนใหญ่ปลูกปลูกกาแฟอาราบิกาสายพันธุ์คาติมอร์ เมื่อต้นเริ่มโทรมจากอายุที่มากขึ้น คุณมานพได้ใช้วิธีทำสาว เสริมกับการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้ต้นกาแฟแตกกิ่งใหม่และกลับมาแข็งแรงอีกครั้ง การฟื้นฟูอย่างจริงจังในช่วง 2 - 3 ปีที่ผ่านมาส่งผลให้ผลผลิตเพิ่มขึ้นอย่างน่าพอใจ โดยปีล่าสุดได้ผลผลิตกาแฟกะลาถึง 1.2 ตัน การทำกาแฟที่นี่ต้องอาศัยความเอาใจใส่ในทุกขั้นตอน โดยเฉพาะเรื่องการจัดการสวนที่คุณมานพและภรรยาช่วยกันดูแลตลอดทั้งปี ประมาณ 6 - 7 ไร่ และปลูกกาแฟทั้งหมดเลย ทั้งการตัดแต่งกิ่งหลังเก็บเกี่ยว และการควบคุมวัชพืช นอกจากนี้ยังมีปัญหาเรื่องมอดเจาะผลกาแฟ และหนอนเจาะลำต้น ที่ต้องคอยสังเกตและกำจัดอย่างใกล้ชิด ซึ่งหากต้นไหนโดนหนอนเจาะลำต้นก็จะเสียหายทั้งต้น
“พอเก็บผลผลิตเสร็จ เราก็จะเริ่มตัดแต่งกิ่งครับ กิ่งที่ตายหรือต้นที่สูงเกินไปก็จะตัดออก ให้เหลือแต่กิ่งที่สมบูรณ์ ส่วนเรื่องวัชพืชก็จะตัดหญ้าประมาณเดือนละครั้งในช่วงหน้าฝน แต่ก่อนจะเก็บเกี่ยวอาจจำเป็นต้องใช้สารเคมีบ้างรอบหนึ่ง เพราะหญ้าบางตัวตัดแล้วตอไม่ตายครับ ที่เจอบ่อยคือ มอดเจาะผลกาแฟ ซึ่งเราจะใช้ “ตัวล่อแมลง” ทั้งแบบน้ำยาและแบบแผ่นกาวดักไว้ทั่วสวนเลยครับ แต่ที่หนักสุดคือหนอนเจาะลำต้นครับ ถ้าต้นไหนโดนคือเสียเลย ต้องตัดแล้วผ่าเอาตัวหนอนข้างในออกมาทำลายทิ้งทันทีเพื่อไม่ให้ระบาดไปต้นอื่น ยังไม่มีวิธีแก้ที่ดีกว่านี้ครับ”
ความพิเศษของกาแฟที่นี่คือการปลูกในระดับความสูงเกือบ 1,100 เมตรจากระดับน้ำทะเล ซึ่งเหมาะกับการปลูกกาแฟอาราบิกาเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากอากาศที่เย็นจะช่วยให้กาแฟมีรสชาติดีขึ้น นอกจากนี้ คุณมานพยังมีการจัดการดินด้วยการใช้โดโลไมท์ เป็นปูนชนิดหนึ่งที่มีส่วนประกอบของธาตุแคลเซียม (Ca) และแมกนีเซียม (Mg) เพื่อปรับปรุงสภาพดิน รวมถึงใช้ปุ๋ยแบบผสมผสานทั้งเคมีและอินทรีย์เพื่อสร้างความสมบูรณ์ให้กับพืชอย่างยั่งยืน ในด้านการตลาด
และการจำหน่าย ผลผลิตจากสวนกาแฟผาแดงมีทั้งสองส่วน ส่วนใหญ่ยังคงขายให้พ่อค้าคนกลางที่ให้ราคาดีและมีขั้นตอนการซื้อขายไม่ยุ่งยากเท่าไหร่นักแต่ในช่วงปีที่ผ่านมาเริ่มมีโรงคั่วกาแฟเข้ามาติดต่อรับซื้อโดยตรงผ่านกลุ่มวิสาหกิจของหมู่บ้านมากขึ้น โดยการขายให้โรงคั่วจะต้องทำตามมาตรฐานและมีการวัดความชื้น ทำให้ชาวบ้านบางคนมองว่ายุ่งยาก แต่คุณมานพมองว่านี่เป็นอีกหนึ่งช่องทางที่ช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างความยั่งยืนให้กับชุมชนในอนาคตการเก็บเกี่ยวก็เป็นงานที่ต้องใช้ความพิถีพิถันและเวลามาก โดยคุณมานพต้องคอยระวังไม่ให้ “ตาดอก” ที่จะออกผลในปีถัดไปหลุดไป และต้องรีบนำผลผลิตไปเข้าโรงสีเพื่อแปรรูปในวันเดียวกัน เพราะการเก็บเกี่ยวต้องทำต่อเนื่องเป็นเวลา 2 - 3 เดือน

พยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีเพื่อไม่ให้หน้าดินเสื่อมแม้จะมีการระบาดของหนอนและมอดเจาะลำต้น แต่ก็สามารถควบคุมได้ด้วยการใช้ตัวล่อแมลงจากกรมวิชาการเกษตร
พื้นที่สุดท้ายกับบ้านป่าเมี่ยง เราได้พูดคุยกับผู้ใหญ่บ้านจรัสรวี (จรัสรวี ฆนวันต์ไพสิฐโชค) เกี่ยวกับการปลูกกาแฟที่บ้านป่าเมี่ยงว่ามีรากฐานมาจากโครงการไทย - นอร์เวย์ ซึ่งเข้ามาส่งเสริมให้ชาวบ้านเลิกปลูกฝิ่นและหันมาปลูกกาแฟแทน แม้ในช่วงแรกกาแฟจะไม่เป็นที่รู้จักและไม่มีตลาดรองรับ จนหลายคนโค่นทิ้งไป แต่ผู้ใหญ่บ้านก็เป็นหนึ่งในไม่กี่คนที่ยังคงรักษาต้นกาแฟพันธุ์ดั้งเดิมไว้ และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการฟื้นคืนกาแฟในพื้นที่แห่งนี้ กาแฟที่นี่คือสายพันธุ์อาราบิกาคาติมอร์ ซึ่งระดับความสูงของพื้นที่ไร่ของผู้ใหญ่บ้านอยู่ประมาณ 1,050 - 1,060 เมตรจากระดับน้ำทะเล พร้อมร่มเงาจากต้นไม้ใหญ่ที่ปลูกแซม เช่น มะม่วง ขนุน และไม้ป่า ไร่กาแฟของผู้ใหญ่บ้านเน้นปลูกต้นชิด ๆ กัน เพื่อลดต้นทุนการตัดหญ้าลง และใช้ปุ๋ยผสมระหว่างปุ๋ยเคมี ปุ๋ยทางใบ และปุ๋ยหมักเพื่อปรับปรุงคุณภาพดินที่ค่อนข้างเป็นด่าง และพยายามหลีกเลี่ยงการใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้าเพื่อไม่ให้หน้าดินเสื่อมสภาพ แม้จะมีการระบาดของหนอนและมอดเจาะลำต้นบ้าง แต่ก็สามารถควบคุมได้ด้วยการใช้ตัวล่อแมลงจากกรมวิชาการเกษตร จากการดูแลเอาใจใส่ ทำให้ผลผลิตกาแฟของที่นี่ให้รายได้สูงถึงปีละกว่าแสนบาท ซึ่งถือเป็นรายได้หลักที่คุ้มค่าเมื่อเทียบกับพื้นที่ปลูกเพียง 2 ไร่
ก่อนหน้าที่จะกลับมาปลูกกาแฟ ผู้ใหญ่บ้านเคยขับวินมอเตอร์ไซค์รับจ้างอยู่ที่กรุงเทพฯ แต่เมื่อกลับมาดูแลพ่อแม่ จึงเริ่มศึกษาการทำกาแฟในพื้นที่จำกัดให้ได้รายได้สูงที่สุด และเมื่อผลผลิตเป็นที่ต้องการของตลาด ผู้ใหญ่บ้านจึงเริ่มมองหาแนวทางใหม่ในการพัฒนาแบรนด์ของตัวเอง จากเดิมที่เคยส่งขายให้กับผู้รับซื้อรายใหญ่จากดอยช้างหรือปางขอน ตอนนี้จึงต้องการทำผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านเอง เพื่อให้คนรู้จักกาแฟของที่นี่มากขึ้น รสชาติกาแฟจากไร่ผู้ใหญ่บ้านจรัสรวีมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว โดยจากการทดสอบมี กลิ่นดอกไม้ป่าและถั่ว และได้คะแนน Cupping สูงถึง 80 คะแนน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงคุณภาพของเมล็ดกาแฟที่ปลูกในพื้นที่นี้ และสะท้อนให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของชาวบ้านที่จะพัฒนาผลผลิตให้ดีขึ้น
“อยู่ในระดับที่เหมาะกับการปลูกกาแฟพอดีเลย คือสูงประมาณ 1,050 - 1,060 เมตร แล้วก็มีไม้ร่มเงาในตัวด้วยครับ ผมเน้นปลูกชิด เพื่อให้ทรงพุ่มมันคลุมดินจะได้ไม่ต้องตัดหญ้าบ่อย เป็นการลดต้นทุนในการจัดการแปลงครับ ส่วนมากจะเน้นใส่ปุ๋ยผสมกันไปทั้งปุ๋ยเคมี ปุ๋ยทางใบ และปุ๋ยหมัก ก็จะมีหนอนเจาะลำต้นกับมอดเจาะผลกาแฟครับ ตอนนี้ก็ใช้ตัวล่อแมลงที่ได้จากกรมวิชาการเกษตรมาช่วยครับ เป็นแผ่นกาวกับน้ำยาล่อแมลง ซึ่งก็ช่วยได้ในระดับหนึ่ง แต่ทุกแปลงต้องช่วยกันทำพร้อมกัน ไม่อย่างนั้นแมลงจากแปลงอื่นก็จะมารวมกันที่แปลงเราครับ เริ่มเก็บเกี่ยวประมาณปลายเดือนตุลาคมครับ แต่ปีนี้บางต้นก็เริ่มสุกแล้วเหมือนกัน มันขึ้นอยู่กับว่าถ้าปีไหนฝนมาชุก มันก็จะออกดอกเร็วและสุกเร็วกว่าปกติครับ ดินที่นี่จะค่อนข้างเป็นด่างครับ ก็ไปขอปูนขาวจากกรมพัฒนาที่ดินมาหว่านเพื่อปรับสภาพดิน แล้วก็พยายามจะไม่ใช้สารเคมีหรือยาฆ่าหญ้าเลย จะใช้วิธีตัดเอา เพื่อไม่ให้หน้าดินเสื่อมครับ”

ไม่ใช่เพียงพืชเศรษฐกิจที่ตอบโจทย์ตลาด แต่ยังสะท้อนความพยายามของชุมชนชาติพันธุ์เล็ก ๆ ที่กำลังสร้างอัตลักษณ์ใหม่บนรากฐานวัฒนธรรมเดิม
ณ ใจกลางหุบเขาแห่งพะเยา การเดินทางผ่านสามหมู่บ้านเล็ก ๆ อย่างปางปูเลาะ ผาแดง และป่าเมี่ยง คือการได้สัมผัสเรื่องราวการปรับตัวจากรากเหง้าของชาวเมี่ยน สู่การผสานวิถีดั้งเดิมเข้ากับเมล็ดกาแฟสมัยใหม่ พวกเขาได้เปลี่ยนพืชผลที่เคยปลูกตามกระแส ให้กลายเป็นกาแฟที่เต็มเปี่ยมไปดวยอัตลักษณ์ ที่ไม่ได้เป็นเพียงพืชเศรษฐกิจสร้างรายได้ แต่ยังเป็นศูนย์กลางที่หลอมรวมชุมชนให้กลับมาอบอุ่นและเข้มแข็งอีกครั้ง ด้วยศักยภาพของผืนดินและความใส่ใจในทุกขั้นตอนกาแฟจากที่นี่จึงพร้อมที่จะเติบโตและสร้างชื่อเสียงให้เป็นที่รู้จักในวงกว้างต่อไป และคุณภาพอาจจะทัดเทียมกาแฟจากแหล่งอื่นได้ในอนาคต
Coffee Traveler
เป็นนิตยสารรายสองเดือน ที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
สมัครสมาชิกนิตยสารได้ที่ : IN BOX Facebook Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag

















Comments