จาก “King of DQ” สู่รองแชมป์บาริสตาระดับประเทศ เรื่องเล่าของผู้ไม่เคยยอมแพ้
- coffeetravelermag
- Jan 13
- 2 min read

คุณก็อาจจะล้มเหลว มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะไปต่อหรือคุณจะพอแค่นี้ ถ้าไปต่อวันหนึ่งสิ่งที่คุณล้มเหลวมันอาจจะเป็นแค่อดีต เพราะความสำเร็จอาจจะรอคุณอยู่ในอนาคต
วันนี้ Coffee Traveler ได้มีโอกาสได้พูดคุยกับคุณเซน (ชาญวิทย์ ไชยศิริวงค์) เจ้าของร้านกาแฟ Grindsize Evergreen CNX และเจ้าของตำแหน่งรองชนะเลิศอันดับ 1 จากการแข่งขัน Thailand National Barista Championship (TNBC) 2026 ผู้สร้างความประทับใจให้กับวงการด้วยการนำเสนอเรื่องราวของกาแฟพิเศษไทย 2 ตัวบนเวทีที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ แต่กว่าจะมาถึงจุดนี้ เส้นทางของเขาไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ หากแต่เต็มไปด้วยบทเรียน ความล้มเหลว และหัวใจที่ไม่เคยยอมแพ้
เรื่องราวทั้งหมดเริ่มต้นขึ้นจากความสงสัยเล็ก ๆ ในปี 2018 เมื่อคุณเซนได้มีโอกาสไปสัมผัสบรรยากาศการแข่งขันกาแฟระดับโลก กับงาน Coffee Events ที่ประเทศเนเธอร์แลนด์ คุณเซนได้เห็นความจริงจัง และความตึงเครียดของเวทีการแข่งขัน ความสงสัยที่อยากจะรู้ว่าความรู้สึกกดดันและท้าทายนั้นเป็นอย่างไร ได้กลายเป็นแรงบันดาลใจแรกที่ทำให้เขาตัดสินใจลงแข่งขันระดับประเทศเป็นครั้งแรกในปีถัดมา ซึ่งปีนั้นเองที่ตัวแทนจากประเทศไทยอย่าง คุณแมน Factory ได้คว้าอันดับที่ 13 ของโลกกลับมา
“ปีแรกที่แข่งคือ 2019 ตอนนั้นปี 2018 เราได้มีโอกาสไปงาน World ครับ Coffee Event ที่เนเธอร์แลนด์ ซึ่งปีนั้นตัวแทนประเทศไทยก็คือแมน Factory ไปแข่งและได้อันดับที่สิบสามของโลก เราตามเชียร์น้องทุกรอบ เพราะเรารู้จักกันแล้วเราก็พบว่า ‘ทำไมมันดูตื่นเต้นจัง ทำไมมันดูเครียดจัง’ มันเป็นการแข่งขันที่จริงจังกว่าที่เราคิด มันไม่ใช่แค่แบบไปยืนชงกาแฟขำ ๆ ให้กรรมการกินแล้วจบมันดูมีกระบวนการ มันมีอะไรบางอย่าง เราก็เลยตั้งคำถามขึ้นมาว่า ‘อยากรู้จังเลยว่ามันเครียดแค่ไหน’ หรือทำไมมันต้องเครียดขนาดนั้น ก็เลยกลับมาแล้วมาลงแข่ง National ครั้งแรกในปี 2019”
คุณเซนเล่าถึงประสบการณ์ลงแข่งครั้งแรกว่า “มันเครียดจริง เวลาก็มีแค่สิบห้านาที มีกฎที่เป็น Rules and Regulations ที่เป็นภาษาอังกฤษเยอะมาก ทุกคนก็จะบอกว่าอ่านกฎนะ เราอ่านแล้ว แต่พูดตรง ๆ ปีแรกอ่านแล้วไม่เข้าใจ แล้วก็ทำผิดพลาดหลายอย่าง คนในวงการก็จะแซวกันว่า ‘พี่เซนเป็นคนแข่งแล้ว DQ คือ Disqualify เยอะสุด’ DQ ก็คือคุณภาพคุณยังไม่ได้มาตรฐาน เราโดน DQ ตั้งแต่การแข่งปีแรกเลย เราทำสิ่งที่กฎเขาบอกว่าห้ามทำ แต่เราไม่เข้าใจ พอหลังจากแข่งเสร็จปุ๊บ เราก็กลับมาแล้วเราก็ได้มาคุยทั้งเรื่องที่กรรมการเอย อะไรเอย แล้วเราเพิ่งเข้าใจว่า ‘เฮ้ย กฎกติกาที่เขาใช้แข่ง มันเหมือนเป็นคัมภีร์
ไบเบิลของคำว่าบาริสตาในอุดมคติ”
มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะไปต่อหรือคุณจะพอแค่นี้ ถ้าไปต่อวันหนึ่งสิ่งที่คุณล้มเหลวมันอาจจะเป็นแค่อดีต เพราะความสำเร็จอาจจะรอคุณอยู่ในอนาคต
จุดเปลี่ยนทางความคิดที่สำคัญคือมุมมองต่อความล้มเหลว คุณเซน เปรียบเทียบการแข่งขันเหมือนกับการจำลองชีวิตจริงที่ทุกคนต้องเจอความผิดหวัง การล้มเลิกกลางคันจะทำให้กลายเป็นผู้แพ้ แต่การยืนหยัดสู้ต่อและพยายามพัฒนาตัวเองไปข้างหน้าเรื่อย ๆ แม้จะก้าวไปได้ทีละนิด ก็ถือเป็นความสำเร็จในรูปแบบหนึ่งนอกจากนี้ กำลังใจจากคนรอบข้างในวงการกาแฟ ทั้งทีมงานเบื้องหลัง เพื่อน ๆ พี่น้องในวงการที่คอยเชียร์และอยากเห็นเขากลับมาลงแข่งทุกปี ทำให้เขามีพลังที่จะสู้ต่อ
“คิดว่ามันเป็นการ Simulation หรือจำลองชีวิตเราครับ ว่าถ้าเราพลาดหรือเราแพ้อะไรสักอย่างนึง เราจะยอมแพ้ไปเลยหรือเปล่า เรามักจะมีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นในชีวิตอยู่ตลอด และมีเรื่องท้าทายในชีวิตแบบนี้อยู่ตลอด บางคนเวลาเจอเรื่องที่ทำให้ตัวเองเศร้าหรือตัวเองรู้สึกผิดหวัง ตัวเองรู้สึกแพ้ แล้วก็ตัดสินใจเลิกไปเลย แต่สำหรับพี่ พี่กลับมองว่าถ้าพี่เลิก พี่ก็จะกลายเป็น Loser จะกลายเป็นไอ้ขี้แพ้ แต่ถ้าพี่ไม่เลิกและพี่พยายามพัฒนาตัวเอง
บางคนที่เขาอยู่กับเรามาตลอด เขาบอกว่า ‘พี่เซนเก่งมาก ล้างคำสาปได้แล้ว’ มันกลายเป็นว่าสิ่งที่เราทำมาก่อนหน้านั้นหลายปีที่เราเคย DQ มันซีโร่ไปเลย แต่ถ้าพี่หยุดเมื่อปีที่สี่ พี่ก็จะกลายเป็นสิ่งที่ทุกคนจดจำว่า ‘พี่เซนคือคนที่ DQ เยอะที่สุดในประเทศ’ มีคนเคยใช้คำว่า ‘พี่คือ King of DQ เลยนะ สำหรับพี่นี่คือตำแหน่ง King of DQ เป็นคนที่ Disqualify เยอะที่สุดในประเทศ’ แต่นั่นแหละ พี่เชื่อว่าทุกคนเนี่ยที่ได้อ่านไปถึงบรรทัดนี้ ทุกคนก็มีสิ่งที่คุณ DQ หรือคุณก็ผิดพลาด หรือคุณก็อาจจะล้มเหลว มันขึ้นอยู่กับว่าคุณจะไปต่อหรือคุณจะพอแค่นี้ ถ้าไปต่อวันหนึ่งสิ่งที่คุณล้มเหลว มันอาจจะเป็นแค่อดีต เพราะความสำเร็จอาจจะรอคุณอยู่ในอนาคต”
การที่จะประสบความสำเร็จบนเส้นทางนี้ได้นั้น ประกอบด้วยปัจจัยสำคัญหลายอย่าง สิ่งแรกคือการมีทีมงานที่ดีและพร้อมให้การสนับสนุนในทุก ๆ ด้านตั้งแต่โคช คนคั่วกาแฟ ไปจนถึงทีมงานเบื้องหลังต่าง ๆ ต่อมาคือการไม่หยุดพัฒนาทักษะและฝีมือของตนเอง ต้องรู้จักข้อบกพร่องและพยายามแก้ไขปรับปรุงอยู่เสมอ และสิ่งสุดท้ายที่สำคัญที่สุดคือสภาพจิตใจที่แข็งแกร่ง ในการเผชิญหน้ากับความล้มเหลวซ้ำแล้วซ้ำเล่าได้โดยไม่ยอมแพ้ “ความท้าทายอย่างแรกก็คือ หนึ่ง เราจะมีทีมงานที่พร้อมและ Support เราได้ดีพอไหม นี่คือสิ่งที่พี่ตามหามาในแต่ละปี จนปีนี้พี่ต้องขอบคุณทีมงานของพี่จริง ๆ ที่ทุกคนมาช่วยกัน เหมือนมาทำงานปอยหลวงเลย คือคนนั้นมาช่วยเป็นโคช คนนี้มาช่วยคั่วกาแฟ เพราะว่าปีนี้เอง ทุกคนมีความมุ่งหวังที่จะชนะสูงและคนลงทุนสูง อย่างเช่นโคชส่วนใหญ่เป็นตำแหน่งในระดับ World Barista มาแล้ว แล้วมาเป็นโคชให้ กาแฟที่ใช้ก็เวิลด์คลาสทั้งหมด แล้วเราไปด้วยกาแฟไทย เราไปด้วยทีมคนไทยทั้งหมด นี่คือความท้าทายแรก คือทีม อันที่สองก็คือเรื่องของทักษะ แล้วก็สกิลของเรา เราจะพัฒนาตัวเองในระยะเวลาอันสั้นเพื่อปิดจุดบกพร่องเราได้มากแค่ไหน เราจะพลาดเหมือนกับปีที่ผ่าน ๆ มาไหมเราจะไม่พลาดเรื่องเก่า แต่เราค้นพบว่าเราสามารถพลาดเรื่องใหม่ได้ไหม นี่คือสิ่งที่เราไม่รู้ ข้อสุดท้ายคือ เราจะสามารถเผชิญหน้ากับความล้มเหลวในชีวิตได้สักกี่ครั้ง
มีคนเคยบอกพี่ว่า ‘พี่แข่งไปก็แพ้ แข่งไปก็ DQ อายเขา เลิกแข่งเถอะ ให้คนอื่นเขาแข่งไป รอตัวเองพร้อมก่อนแล้วค่อยลงแข่ง’ แต่พี่กลับไม่รู้สึกอย่างนั้น พี่คิดว่าหนทางสู่ความสำเร็จของแต่ละคนแตกต่างกัน บางคนต้องทำสม่ำเสมอค่อย ๆ พัฒนาไปทีละนิด เขยิบเข้าไปทีละก้าวทีละครึ่งก้าว แค่ไม่ถอยหลังก็เก่งมากแล้ว เราอาจจะไม่ได้เก่งประเภทที่จะก้าวกระโดด แต่ถ้าเรามี Progress หรือเรามีการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง เราก็มีสิทธิ์ที่จะไปถึงจุดนั้นได้เหมือนกัน เหมือนเรื่องกระต่ายกับเต่า คนอื่นเขาวิ่ง เขามีทุนที่ดีกว่า นั่นเป็นเรื่องของเขา แต่เราก็จะไปแบบของเรา เราจะค่อย ๆ ไป วันนึงเราก็สามารถ
ที่จะเข้าไปเข้าสู่เส้นชัยได้เหมือนกัน”

คณะกรรมการรู้สึกว้าวว่า ‘นี่กาแฟไทยเหรอ’ กรรมการไม่เคยกินกาแฟไทยในเวอร์ชันนี้ ซึ่งพี่ก็ค่อนข้างที่จะภูมิใจที่พี่ได้มีโอกาสพากาแฟไทยขึ้นไปอยู่บนเวที
ในการแข่งขัน TNBC 2026 คุณเซนเลือกใช้กาแฟไทย 2 ตัว เพื่อเล่าเรื่องราว “การเดินทาง 10 ปีของวงการกาแฟไทย” โดยกาแฟตัวแรก เลือกใช้กาแฟสายพันธุ์คาติมอร์ชื่อ “Pink Sapphire” จาก First Valley จ.เชียงใหม่ กาแฟตัวที่สอง เลือกใช้กาแฟสายพันธุ์ “เกชา” (Gesha Natural) จ.น่าน เพื่อสื่อถึง “ความหวังและความฝัน” ของวงการกาแฟไทยที่สามารถพัฒนาสายพันธุ์กาแฟจนปลูกสายพันธุ์ระดับโลกได้สำเร็จ เป็นการปิดท้ายเรื่องราวการเดินทาง 10 ปี อย่างสมบูรณ์และน่าภาคภูมิใจ
“พอดี Thailand Coffee Fest ครบรอบสิบปี เราก็เลยอยากเล่าเรื่องสิบปีกาแฟไทย และมันมีเรื่องบางเรื่อง ถ้าไม่ใช่คน ๆ นี้เล่า มันจะไม่สมบูรณ์เพราะเราอยู่กับการพัฒนากาแฟไทยมาตลอดสิบปีจริง ๆ แต่พอจะเล่าก็ต้องเลือกแล้วว่า ‘กาแฟไหนที่เราจะใช้’ อันหนึ่งคือกาแฟชื่อว่า Pink Sapphire ของพี่เอก สุวรรณโณ First Valley พี่เป็นคนเชียงใหม่ พี่อยากใช้กาแฟไทยและพี่ก็อยากใช้กาแฟเชียงใหม่ เราก็เลือกกาแฟตัวนี้ พี่เอกคือเก็บเฉพาะเม็ดสีเหลืองเสร็จแล้วทำ Double Anaerobic ด้วย Different Yeast ยีสต์ต่างกันสองตัว สิ่งที่ได้ก็คือทำให้กาแฟสายพันธุ์คาติมอร์ มันเทิร์นรสชาติที่เป็นธรรมดากลายเป็นสตรอว์เบอร์รี เราก็เลยเอา Experimental Coffee ของพี่เอกไป Pairing กับ Experimental Milk พี่เอานมวัวที่เป็น Lactose Free เพราะว่าพี่ต้องการได้ความหวาน เอาไปทำที่คณะอุตสาหกรรมเกษตร เพื่อที่ให้เขาใช้เครื่องอีแวป (Evap) ให้นมมันมีความเข้มข้นมากขึ้น แล้วเอานมนั้นซึ่งมีความครีมมี่ เอามาผสมกับนมโอ๊ต 10% เพราะเวลาเราสตรีมแล้วมันจะเปลี่ยนนมให้เป็นคุกกี้ หรือ Caramel เอามาใส่กับกาแฟของพี่เอกที่เป็น Pink Sapphire ตัวพิเศษตัวนี้ สิ่งที่ได้ก็คือเป็นไอศกรีมสตรอว์เบอร์รีแบบที่มันละลาย เรียกว่า Melted Strawberry Ice Cream ซึ่งมันเป็นกาแฟนมที่อร่อยมาก แต่อย่าลืมว่านี่มาจากกาแฟไทยสายพันธุ์ธรรมดาอย่างคาติมอร์
สาเหตุที่ใช้เกชาเพราะว่าสุดท้ายแล้ว เรารู้ว่าทั้ง Farm Management และ Processing มันทำแล้ว มันก็จะทำได้แค่ประมาณหนึ่ง มันสิ้นสุดทางเลื่อนแล้วเราก็เลยมาคุยกันว่า ‘มันจะดีนะถ้าเรามี Variety ที่ดี หรือสายพันธุ์ที่ดี’ ปี 2014
คือปีเดียวกันที่เมล็ดกาแฟปานามาเกชาถูกส่งไปที่ไร่ของพี่เคเลป จอร์แดน ที่น่าน มันคือเกชาแรกของประเทศไทย พี่เคเลปใช้คำว่า Seed of Hope and Dream มันคือเมล็ดพันธุ์แห่งความหวังและความฝัน พูดง่าย ๆ ว่าถ้าปลูกเกชาในประเทศไทยได้ และเรามีสายพันธุ์เกชาของไทย กาแฟไทยโดยรวมต้องดีขึ้นแน่นอน เพราะฉะนั้น พี่ก็เลยเลือกใช้กาแฟเกชา Natural ซึ่งเป็นของพ่อถาวรมณีพฤกษ์ กาแฟที่ได้จะมีความเป็น Jasmine, Bergamot, Blood Orenge แล้วก็จะมีความเป็น Black tea finished ซึ่งมันคือองค์ประกอบเดียวกันกับกาแฟที่พี่กินในปี 2014 ซึ่งทำให้คณะกรรมการรู้สึกว้าวว่า ‘นี่กาแฟไทยเหรอ’ กรรมการไม่เคยกินกาแฟไทยในเวอร์ชันนี้ ซึ่งพี่ก็ค่อนข้างที่จะภูมิใจที่พี่ได้มีโอกาสพากาแฟไทยขึ้นไปอยู่บนเวที”
จากบาริสตาผู้ได้รับฉายา “King of DQ” เพราะความผิดพลาดซ้ำแล้วซ้ำเล่า สู่การคว้าตำแหน่งรองชนะเลิศบนเวทีระดับประเทศ คือบทพิสูจน์ของการไม่ยอมแพ้ เขาได้ลบล้างอดีตและสร้างแรงบันดาลใจให้แก่ผู้คน เรื่องราวของคุณเซนสะท้อนให้เห็นว่า ความล้มเหลวเป็นเพียงบทเรียนระหว่างทาง และความสำเร็จไม่ได้มาจากการก้าวกระโดด แต่มาจากการพัฒนาอย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่อง ด้วยหัวใจที่มุ่งมั่น การสนับสนุนจากทีม และการนำเสนอเรื่องราวกาแฟไทยอย่างภาคภูมิใจ
Coffee Traveler
เป็นนิตยสารรายสองเดือน ที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
สมัครสมาชิกนิตยสารได้ที่ : IN BOX Facebook Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag







Comments