เงาของ UPOV 1991 กับสิทธิผูกขาดเมล็ดพันธุ์ และอนาคตกาแฟไทยในมือเกษตรกร
ท่ามกลางกระแสความหลงใหลในรสชาติกาแฟที่อบอวลไปทั่วเมืองใหญ่ ผู้คนต่างถกเถียงถึงโปรไฟล์รสชาติ โน้ตผลไม้ที่ซับซ้อน หรือระดับความสูงของเทือกเขาที่หล่อเลี้ยงเชอร์รีกาแฟสีแดงฉ่ำ แต่เบื้องหลังกลิ่นหอมของเอสเปรสโซและดริปสกัดเย็น มีสงครามที่กำลังเกิดขึ้นเงียบ ๆ ที่กำลังเข้ากุมชีวิตของคนปลูกกาแฟไว้ทั้งชีวิต นั่นก็คือ สงครามแห่งสิทธิเหนือพันธุกรรมพืช
คำว่า UPOV 1991 อาจฟังดูเหมือนรหัสทางกฎหมายที่ห่างไกลจากความจริงบนดอยสูง แต่ในโลกของเกษตรกรรมร่วมสมัย นี่คือกฎเหล็กระดับโลก ที่สามารถเปลี่ยนวิถีชีวิตของเกษตรกร จากผู้ครอบครองผืนดินและเมล็ดพันธุ์ ให้กลายเป็นเพียงผู้เช่าใช้เทคโนโลยีในสวนของตนเอง
จุดกำเนิด UPOV 1991 ที่กำลังทำให้ชีวิตกลายเป็นทรัพย์สินทางปัญญา
UPOV ย่อมาจาก International Union for the Protection of New Varieties of Plants หรือ "สหภาพระหว่างประเทศเพื่อการคุ้มครองพันธุ์พืชใหม่" ก่อตั้งขึ้น ณ กรุงเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ตั้งแต่ปี ค.ศ. 1961 โดยกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วในยุโรป
จุดประสงค์ตั้งต้นของการก่อตั้ง UPOV ไม่ใช่เรื่องของการอนุรักษ์ธรรมชาติหรือการสร้างความมั่นคงทางอาหาร แต่คือการสร้างระบบสิทธิผูกขาด เพื่อคุ้มครองนักปรับปรุงพันธุ์พืช (Plant Breeders) โดยมองว่า การพัฒนาพันธุ์พืชใหม่ ๆ ที่ทนโรค ให้ผลผลิตสูง หรือรสชาติดีนั้น ต้องใช้เวลา ทุนทรัพย์ และสติปัญญามหาศาล นักวิจัยและบริษัทเอกชนจึงควรได้รับสิทธิ์ในการผูกขาดขายพันธุ์พืชนั้นแต่เพียงผู้เดียว เพื่อคืนทุนและการสร้างกำไร
UPOV มีการปรับปรุงเนื้อหาหลายครั้ง แต่อนุสัญญาฉบับ 1991 (UPOV 1991) ถือเป็นเวอร์ชันที่เข้มงวด และเอียงไปทางสิทธิของทุนใหญ่มากที่สุด โดยเปลี่ยนหลักการสำคัญ 3 ประการ คือ การขยายสิทธิผูกขาด ที่จากเดิมคุ้มครองเฉพาะส่วนขยายพันธุ์ เช่น กิ่งพันธุ์ หรือ เมล็ดพันธุ์ แต่ขยายไปคุ้มครองถึงผลผลิตด้วย เช่น ผลเชอร์รีกาแฟ สารกาแฟ และผลิตภัณฑ์แปรรูป หากผลผลิตนั้น มาจากกิ่งพันธุ์ที่ไม่ได้จ่ายลิขสิทธิ์ และขยายเวลาคุ้มครองให้สิทธิผูกขาดยาวนานถึง 20 ปี สำหรับพืชทั่วไป และ 25 ปี สำหรับไม้ยืนต้นอย่างกาแฟ ข้อสุดท้ายคือการยกเลิกเอกสิทธิ์ดั้งเดิมของเกษตรกร ด้วยเหตุผลเพราะในอดีต เกษตรกรมีสิทธิเก็บเมล็ดพันธุ์ไปปลูกต่อ ขยายพันธุ์ หรือแบ่งปันให้เพื่อนบ้าน แต่ UPOV 1991 ถือว่าการเก็บเมล็ดพันธุ์ที่ได้รับการคุ้มครองไว้ปลูกต่อในฤดูถัดไปเป็นเรื่องผิดกฎหมาย เว้นแต่รัฐบาลจะประกาศข้อยกเว้นเป็นรายกรณี และส่วนใหญ่ยังคงต้องจ่ายค่าธรรมเนียมลิขสิทธิ์อยู่ดี
ปัจจุบัน ประเทศไทยยังไม่ได้เข้าร่วมเป็นภาคี UPOV 1991 ประเทศไทยใช้พระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งจัดทำขึ้นตามกรอบ TRIPS ขององค์การการค้าโลก (WTO) กฎหมายฉบับนี้ของไทย จึงถือเป็นหนึ่งในกฎหมายที่ก้าวหน้าที่สุดในการรักษาสมดุล 3 ด้าน คือการคุ้มครองสิทธินักปรับปรุงพันธุ์พืชใหม่ คุ้มครองสิทธิของเกษตรกรรายย่อยในการเก็บเมล็ดพันธุ์ไว้ปลูกต่อในแปลงตนเอง และคุ้มครองพันธุ์พืชพื้นเมือง และทรัพยากรชีวภาพท้องถิ่น พร้อมบังคับให้มีระบบแบ่งปันผลประโยชน์ หากต่างชาตินำพืชไทยไปวิจัยต่อยอด
แล้วไทยเข้าไปเกี่ยวข้องได้อย่างไรกับ UPOV 1991 แรงกดดันไม่ได้มาจากตัวองค์กร UPOV โดยตรง แต่มาจาก ข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ระดับพหุภาคีและทวิภาคี เช่น ข้อตกลง CPTPP หรือการเจรจา FTA ไทย - สหภาพยุโรป (EU) ซึ่งประเทศพัฒนาแล้วและกลุ่มทุนเมล็ดพันธุ์ข้ามชาติ มักใส่เงื่อนไขว่า “ไทยต้องยอมรับและเข้าเป็นภาคี UPOV 1991 หรือปรับกฎหมายในประเทศให้มีผลคุ้มครองเทียบเท่า UPOV 1991” เพื่อแลกกับการเปิดตลาดการค้าสินค้าชนิดอื่น
หากวันหนึ่งประเทศไทยต้องยอมรับกฎเกณฑ์ UPOV 1991 สิ่งนี้จะส่งผลกระทบอย่างรุนแรงและลึกซึ้งต่อวงการกาแฟไทย ตั้งแต่ยอดดอยไปจนถึงโรงคั่ว
หากเรามองในมุมที่คิดว่าเป็นผลดี มันจะสามารถมองได้ออกมาได้เป็น 2 ประเด็น อย่างการดึงดูดสายพันธุ์กาแฟระดับโลก ที่บริษัทวิจัยสายพันธุ์กาแฟต่างชาติ หรือสถาบันอย่าง World Coffee Research (WCR) อาจกล้าส่งมอบสายพันธุ์ลูกผสมใหม่ ๆ (F1 Hybrids) เช่น Starmaya หรือ Centroamericano ที่มีคุณสมบัติทนต่อสภาพภูมิอากาศเปลี่ยนแปลง และต้านทานโรคราสนิม เข้ามาให้เกษตรกรไทยปลูก เพราะมั่นใจว่าจะไม่โดนขโมยสายพันธุ์ไปขยายพันธุ์ต่อโดยไม่จ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือในมุมของการยกระดับงานวิจัยในประเทศ ด้วยสถาบันวิจัยและมหาวิทยาลัยในไทย จะมีแรงจูงใจในการปรับปรุงพันธุ์กาแฟใหม่ ๆ ออกสู่ตลาดเชิงพาณิชย์ เพราะสามารถจัดเก็บค่ารอยัลตี้เพื่อนำมาหมุนเวียนทำวิจัยต่อได้
หากแต่ถ้าเราหันไปอีกด้าน มองในมุมที่เป็นผลเสีย นั่นคือฝันร้ายของเกษตรกรรายย่อยและระบบนิเวศของ Specialty Coffeeด้วยวิถีการขยายพันธุ์ดั้งเดิมกลายเป็นเรื่องผิดกฎหมาย ด้วยบริบทของเกษตรกรกาแฟไทย คือการคัดเลือกต้นแม่พันธุ์ที่ดีที่สุดในสวน เสียบยอด เพาะกล้า หรือแลกเปลี่ยนกิ่งพันธุ์กันบนดอย หากสายพันธุ์นั้นอยู่ภายใต้สิทธิผูกขาด UPOV 1991 การกระทำเหล่านี้จะกลายเป็นการละเมิดทรัพย์สินทางปัญญาทันที
เกษตรกรจะมีต้นทุนการผลิตสูงขึ้น เพราะเกษตรกรจะต้องซื้อกล้าพันธุ์ใหม่จากบริษัทผู้ถือสิทธิทุกครั้งที่ต้องการขยายพื้นที่ปลูก และหาก UPOV 1991 บังคับใช้ครอบคลุมถึงผลผลิต บริษัทเจ้าของสิทธิมีสิทธิเรียกร้องส่วนแบ่งค่าลิขสิทธิ์จากสารกาแฟ ทุกกิโลกรัมที่เก็บเกี่ยวได้ และการกำเนิดขึ้นของโมเดลกาแฟผูกขาด สายพันธุ์กาแฟชั้นดี อาจถูกจำกัดให้ปลูกได้เฉพาะใน ฟาร์มขนาดใหญ่ที่มีทุนจ่ายค่าลิขสิทธิ์ หรือยอมเซ็นสัญญาขายผลผลิตคืนให้บริษัทผูกขาดเพียงผู้เดียว เกษตรกรรายย่อยจะถูกกีดกันออกจากห่วงโซ่คุณค่ากาแฟพิเศษทันที
และหากเกษตรกรไทย นำกาแฟสายพันธุ์ลิขสิทธิ์มาปรับปรุงพันธุ์ต่อจนได้ต้นที่เหมาะกับสภาพ Terroir เมืองไทย UPOV 1991 จะถือว่าพันธุ์ใหม่นั้นเป็นสายพันธุ์อนุพันธ์ (EDV) ซึ่งสิทธิยังคงเป็นของบริษัทต่างชาติเดิม เกษตรกรไทยไม่มีสิทธิ์นำไปต่อยอดเชิงพาณิชย์ ส่งผลให้เกษตรกรเลิกพัฒนาพันธุ์ท้องถิ่น และหันไปปลูกพืชเชิงเดี่ยวสายพันธุ์การค้าไม่กี่สายพันธุ์จนเสี่ยงต่อโรคระบาดในอนาคตได้ เป็นต้น

แล้วเกษตรกรกาแฟไทยต้องรับมืออย่างไร เพื่อรักษาวิธีทำมาหากินให้ยั่งยืนได้ตลอดไป
ในยุคสมัยที่กฎหมายการค้าโลก พยายามตีตราจองสิ่งมีชีวิต สิ่งที่เกษตรกรและคนในวงการกาแฟไทยต้องรู้และลงมือทำตั้งแต่วันนี้ ไม่ใช่การก้มหน้ารับชะตากรรม แต่ต้องช่วยกันสร้างภูมิคุ้มกันพันธุกรรมและนวัตกรรมท้องถิ่นเอาไว้
เกษตรกร ชุมชนผู้ปลูกกาแฟ และสมาคมกาแฟในไทย ต้องติดตามข่าวสารการเจรจา FTA อย่างใกล้ชิด ร่วมกันส่งเสียงให้รัฐบาลรับรู้ว่า พ.ร.บ. คุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ฉบับเดิมของไทย คือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุดของเกษตรกรรายย่อย ไม่ควรรีบแลกเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ของอุตสาหกรรมอื่น
อนุรักษ์และขึ้นทะเบียนสายพันธุ์กาแฟท้องถิ่น ด้วยจุดแข็งของกาแฟไทยคือ ความซับซ้อนของสายพันธุ์ดั้งเดิมที่เติบโตใต้ร่มเงาป่า (Agroforestry) มานานหลายสิบปี สายพันธุ์ดั้งเดิมอย่าง Typica, Bourbon หรือ Catimor สายพันธุ์ดั้งเดิมที่ปรับตัวเข้ากับสภาพอากาศไทยแล้ว ไม่สามารถถูกจดสิทธิบัตรย้อนหลังได้ ชุมชนกาแฟต้องช่วยกันสำรวจ คัดเลือก คัดแยก DNA และขึ้นทะเบียนพันธุ์พืชพื้นเมือง หรือพันธุ์พืชชุมชนตาม พ.ร.บ. 2542 ไว้ให้เป็นทรัพย์สินส่วนรวมของชุมชน
ช่วยกันชูความโดดเด่นของ "Terroir" และ "Processing" มากกว่าตัวสายพันธุ์ แม้วันหนึ่งสายพันธุ์ใหม่อาจติดสิทธิบัตร แต่สิ่งที่ไม่มีใครขโมยหรือผูกขาดได้คือ Terroir นั่นก็คือ ผืนดิน สภาพอากาศ ร่มเงาป่า และทักษะการแปรรูป (Processing Technique) การมุ่งเน้นสร้างเอกลักษณ์รสชาติจากกระบวนการผลิต เช่น Natural Process, Anaerobic หรือการสร้างจุลินทรีย์ท้องถิ่นในการ ferment จะช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้กาแฟไทย โดยไม่ต้องพึ่งพาแต่สายพันธุ์นำเข้าจากต่างชาติเพียงอย่างเดียว หรือการรวมกลุ่มเป็นสหกรณ์หรือวิสาหกิจชุมชน เพื่อสร้างธนาคารสายพันธุ์กาแฟที่แข็งแรง ปลอดสารเคมี และคัดสรรจากต้นที่ทนทานในพื้นที่จริง จะช่วยให้ชุมชนพึ่งพาตนเองได้ในเรื่องกิ่งพันธุ์ โดยไม่ต้องง้อกล้าพันธุ์ราคาแพงจากบริษัทเอกชน เป็นต้น
กาแฟไม่ใช่เป็นเพียงเครื่องดื่มสีเข้มที่เติมพลังให้คนเมืองในยามเช้าเท่านั้น แต่กาแฟคือลมหายใจ คือผืนป่า และคือวิถีชีวิตของเกษตรกรบนดอยสูง กฎเกณฑ์ UPOV 1991 อาจถูกฉายภาพว่าเป็นสัญลักษณ์ของความก้าวหน้าและการปกป้องนวัตกรรม แต่สำหรับเกษตรกรรายย่อยในประเทศกำลังพัฒนาอย่างไทยเรา มันอาจเป็นการลอกคราบรูปแบบใหม่ ของการแปรรูปชีวิตให้กลายเป็นสินค้า
การรักษาวิธีทำมาหากินของเกษตรกรกาแฟไทยให้อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน จึงไม่ใช่เรื่องของการปฏิเสธเทคโนโลยี แต่คือการ ยืนหยัดในสิทธิที่จะเลือก ขยายพันธุ์ และปกป้องเมล็ดพันธุ์ของแผ่นดิน เพื่อให้เสียงหัวเราะบนลานตากกาแฟ และกลิ่นหอมของกาแฟไทย ยังคงเป็นของคนที่ลงมือปลูกมันด้วยสองมือไว้อย่างแท้จริง
นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
Facebook : Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag















Comments