เมื่อไทยพึ่งพากาแฟลาวมหาศาล แต่ทำไมราคา 'โบโลเวน' ถึงยังติดหล่ม Commercial Grade
อัตราการเติบโตของร้านกาแฟและวัฒนธรรมการดื่มกาแฟในประเทศไทยตลอดทศวรรษที่ผ่านมา ได้สร้างภาพจำให้คนทั่วไปเข้าใจว่า ประเทศไทยคือหนึ่งในเมืองหลวงแห่งกาแฟของภูมิภาค และเป็นผู้ผลิตกาแฟชั้นนำที่ส่งออกไปยังทั่วโลก
ทว่าเมื่อกางสถิติและตัวเลขเชิงโครงสร้างจากสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค. / TPSO) กระทรวงพาณิชย์ ร่วมกับข้อมูลจากกรมศุลกากรและกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ภาพความจริงกลับปรากฏในทิศทางตรงกันข้าม ประเทศไทยได้ก้าวเข้าสู่ภาวะพึ่งพาการนำเข้าอย่างเต็มรูปแบบมานานหลายปีแล้ว
ข้อมูลจาก สนค. ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า ความต้องการบริโภคกาแฟรวมในประเทศไทย ซึ่งคำนวณทั้งจากกาแฟสำเร็จรูป โรงคั่วอุตสาหกรรม และร้านกาแฟสเปเชียลตี้ พุ่งสูงขึ้นแตะระดับ 90,000 – 100,000 ตันต่อปี ในขณะที่ปริมาณผลผลิตเมล็ดกาแฟดิบ (Green Bean) ทั้งสายพันธุ์โรบัสตาทางภาคใต้และอาราบิกาทางภาคเหนือ ที่ผลิตได้จริงภายในประเทศ กลับลดลงอย่างต่อเนื่องเหลือเพียง 16,000 – 20,000 ตันต่อปี เท่านั้น

ส่วนต่างช่องว่างที่หายไปกว่า 70,000 ตันต่อปี คือตัวเลขที่ยืนยันได้ว่า ลำพังผลผลิตในประเทศไทย ไม่เพียงพอต่อการบริโภคในประเทศอย่างสิ้นเชิง
และหากเราแยกตลาดโรบัสตา (Mass) vs Arabica (Specialty) ความต้องการส่วนขาดกว่า 70,000 ตันนั้น ถูกจำแนกออกเป็น 2 ฝั่งตลาดชัดเจน คือ ตลาด Commercial & Mass Market ที่ต้องการกาแฟโรบัสตาปริมาณมหาศาลเพื่อเป็นวัตถุดิบเข้าโรงงานผลิตกาแฟสำเร็จรูปและกาแฟกระป๋อง และตลาด Specialty Market ที่ต้องการกาแฟอาราบิกาคุณภาพสูง เพื่อตอบโจทย์โรงคั่วและร้านกาแฟสเปเชียลตี้ที่เติบโตอย่างก้าวกระโดด
ซึ่งพื้นที่ที่ราบสูงโบโลเวน สปป. ลาว ก็คือหนึ่งในไม่กี่แหล่งปลูกในเอเชีย ที่มีศักยภาพตอบโจทย์ได้ทั้งสองตลาดพร้อมกัน
เพื่อเติมเต็ม Demand ส่วนขาดดังกล่าว ประเทศไทยจึงต้องนำเข้าสารกาแฟดิบจากประเทศเพื่อนบ้านเป็นหลัก และจากการรายงานสถิติการค้าต่างประเทศของ สนค. สปป. ลาว (Lao PDR) ครองตำแหน่ง 1 ใน 3 แหล่งนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบที่สำคัญที่สุดของประเทศไทยมาโดยตลอด โดยเฉพาะสารกาแฟที่มาจากพื้นที่ที่ราบสูงโบโลเวน แขวงจำปาสัก ซึ่งมีมูลค่าและปริมาณการนำเข้าสู่โรงคั่วไทยเป็นจำนวนหลายพันตันต่อปี
แต่เมื่อกางสถิติ สนค. ยืนยันชัดเจนว่า โรงคั่วและผู้ประกอบการไทย ต้องพึ่งพาและจ่ายเงินมหาศาลเพื่อนำเข้าสารกาแฟจาก สปป. ลาว แต่เมื่อเจาะลึกไปที่ตัวเลขมูลค่าต่อกิโลกรัม กลับพบว่า กาแฟลาวส่วนใหญ่ที่ทะลักเข้าสู่ไทย ยังคงถูกซื้อขายในฐานะกาแฟพาณิชย์ราคาถูก หรือ Commercial Grade ที่ใช้เป็นเพียงวัตถุดิบตั้งต้นสำหรับผสม Blend หรือทำกาแฟสำเร็จรูป
คำถามสำคัญก็คือ ทั้ง ๆ ที่ราบสูงโบโลเวนมี Terroir สมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็นสภาพแวดล้อม ดินภูเขาไฟเก่า ความสูง 1,000 – 1,350 เมตร ระดับท็อปของโลก ซึ่งมีศักยภาพทำกาแฟ Specialty ได้สบาย ทำไมสัมพันธภาพทางการค้าระหว่างไทยกับผู้ผลิตลาว ถึงยังติดหล่มอยู่แค่การตัดราคาแข่งในตลาด Commodity
การที่กาแฟลาวไม่สามารถยกระดับมูลค่าในตลาดไทยได้ ไม่ใช่เพราะคุณภาพเมล็ดกาแฟไม่ดี แต่เกิดจาก Structural Friction หรือแรงต้านเชิงโครงสร้าง ทั้งในฝั่งนโยบายการค้า และการไม่เชื่อมต่อกันของกลไกตลาด
กำแพงภาษีและข้อจำกัดเชิงนโยบาย ที่ประเทศไทยมีนโยบายคุ้มครองเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟภายในประเทศที่เข้มงวด การนำเข้าสารกาแฟดิบภายใต้กรอบความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) แม้จะได้รับสิทธิภาษี 0% แต่ก็ต้องอยู่ภายใต้การกำหนดช่วงเวลาและปริมาณโควตา (TRQ) ที่จำกัด หากนำเข้านอกโควตา จะต้องเผชิญกับอัตราภาษีสูงถึง 90%
ภาระภาษีและขั้นตอนทางกฎหมายอันซับซ้อนนี้ บีบให้ผู้ประกอบการนำเข้าและผู้ผลิตฝั่งลาว ต้องเน้นการทำราคาต้นทุนให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้ครอบคลุมส่วนต่างทางภาษีและการขนส่ง ผลลัพธ์คือ กลไกตลาดบีบให้ต้องซื้อขายเฉพาะกาแฟเกรดคละที่ไม่พิถีพิถัน เพื่อเน้นปริมาณมากกว่าคุณภาพ
รวมถึงความไม่เชื่อมต่อกันของ Supply & Demand ทั้งฝั่งผู้ผลิตลาว ที่เกษตรกรส่วนใหญ่ ยังติดกับดักการแปรรูปแบบดั้งเดิม คือ Fully Washed Process แบบอุตสาหกรรม เพื่อส่งเข้าสู่ระบบ C-Market (ราคาโภคภัณฑ์โลก) เพราะเน้นความชัวร์ในการขายเหมาลอต โดยขาดข้อมูลสถิติว่า พฤติกรรมการบริโภคของโรงคั่วรุ่นใหม่ในไทยได้เปลี่ยนไปแล้ว ส่วนฝั่งไทยเอง ตลาด Specialty Coffee ในไทยเติบโตอย่างก้าวกระโดด โรงคั่วไทยกำลังกว้านหาเมล็ดกาแฟที่มีโปรไฟล์รสชาติซับซ้อน (Fruity, Distinct Acidity, High Sweetness, Controlled Fermentation) แต่กลับหาเมล็ดกาแฟลาวที่มีโปรไฟล์เหล่านี้ในตลาดได้ยากมาก เนื่องจากขาดการทำงานร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำ
ทางรอดเดียวที่จะข้ามผ่านกำแพงภาษี และขจัดปัญหา Supply Deficit ในไทยคือ การเปลี่ยนผ่านจาก Commodity Coffee ไปสู่ Specialty & Micro-lot Coffee เพราะเมื่อสารกาแฟมีมูลค่าสูงขึ้น ค่าใช้จ่ายในการขนส่งและภาษีต่อกิโลกรัม จะกลายเป็นสัดส่วนที่เล็กน้อยทันทีเมื่อเทียบกับ Margin ที่ได้รับ
ด้วยความได้เปรียบทางธรรมชาติของแหล่งปลูกโบโลเวน ซึ่งเป็นที่ราบสูงที่มีสภาพแวดล้อมทางภูมิศาสตร์ที่หาได้ยากในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ อย่างดินภูเขาไฟที่อุดมไปด้วยแร่ธาตุสูง มีความสูงตั้งแต่ 1,000 ถึง 1,350+ เมตร เหนือระดับน้ำทะเล และมีแปลงปลูกสายพันธุ์ดั้งเดิมที่ทรงคุณค่า เช่น Typica, Bourbon และ Catimor ต้นแก่ที่ให้ Body หนักแน่น
หากผู้ประกอบการและเกษตรกรฝั่งลาว ต้องการเจาะตลาดโรงคั่วไทยที่ยอมจ่ายราคา Premium ตลาดไทยกำลังต้องการ 3 สิ่งนี้ 1 กาแฟประเภท Anaerobic Natural หรือ Extended Fermentation ที่สะอาด ไม่ติดกลิ่นบูด/เชื้อรา แต่ให้กลิ่นรสผลไม้ชัดเจน 2 Single Varietal & Plot Separation การแยกคัดสายพันธุ์ชัดเจน เช่น Red Bourbon หรือ Yellow Bourbon และระบุแปลงปลูก แทนการเก็บรวมทุกสายพันธุ์ และระบบการตรวจสอบย้อนกลับ ที่ระบุชื่อเกษตรกร ความสูง และกระบวนการตากอย่างโปร่งใส
การปิดช่องว่างความต้องการระหว่างไทยและลาว ไม่สามารถแก้ไขได้ด้วยการซื้อขายผ่านแม่ค้าคนกลางในรูปแบบเดิมอีกต่อไป แต่จำเป็นต้องใช้กลยุทธ์เชิงรุกจากทั้งสองฝ่ายเพื่อยกระดับร่วมกัน สำหรับผู้ผลิต และผู้ส่งออก สปป. ลาว น่าจะต้องหยุดแข่งที่ปริมาณ แต่เริ่มแข่งที่ Process Discipline เปลี่ยนจากการตากบนพื้นลานปูน มาเป็นการตากบนแคร่ยกสูง และลงทุนในเทคโนโลยีการวัดความชื้นและการควบคุมอุณหภูมิ การทำสัญญารับซื้อกับโรงคั่วไทยตั้งแต่ก่อนฤดูกาลเก็บเกี่ยว เพื่อผลิตกาแฟตามโปรไฟล์ที่โรงคั่วต้องการโดยเฉพาะ สำหรับโรงคั่วและผู้ประกอบการไทย ต้องเปลี่ยนจากผู้ซื้อเป็น Partner เลิกมองผู้ผลิตลาว เป็นเพียงแหล่งวัตถุดิบราคาถูก แต่ต้องนำ Know-how ด้านโปรไฟล์รสชาติ ความเข้าใจเรื่อง Cupping Score และความต้องการของนักดื่มไทย ลงไปถ่ายทอดให้ฝั่งลาวรับรู้ล่วงหน้า ซึ่งตอนนี้ก็มีกลุ่มคนไทยหลายกลุ่ม กำลังทำสิ่งนี้อยู่เช่นกัน และการทำ Contract Processing & Pre-Order ด้วยการร่วมตกลงราคารับซื้อล่วงหน้าตั้งแต่ก่อนเก็บเกี่ยว และร่วมกำหนดโปรไฟล์การหมักหรือการตาก เพื่อให้เกษตรกรลาว กล้าที่จะเสี่ยงลงทุนในกระบวนการ Specialty โดยไม่ต้องกลัวว่าจะโดนกดราคาเท่า Commercial Grade
ตัวเลขการนำเข้าจาก สนค. คือหลักฐานเชิงประจักษ์ว่า ไทยและลาวขาดกันไม่ได้ในวงการกาแฟ ประเทศไทยต้องการวัตถุดิบมหาศาลเพื่อเติมเต็ม Demand ในประเทศ ส่วน สปป. ลาว ก็มีทรัพยากรธรรมชาติและ Terroir ที่เป็นเลิศ
ก้าวถัดไปของกาแฟไทย - ลาว จึงไม่ใช่แค่เรื่องของการซื้อมาขายไปเพื่อแก้ปัญหาขาดแคลน แต่คือการร่วมกันสร้าง Regional Coffee Ecosystem ที่เปลี่ยนสารกาแฟจากที่ราบสูงโบโลเวน ให้กลายเป็น Specialty Coffee ระดับพรีเมียมที่สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจให้แก่เกษตรกรผู้ผลิต และตอบโจทย์โรงคั่วไทยได้อย่างยั่งยืนร่วมกัน
นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
Facebook : Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag















Comments