top of page

เมื่อ “กาแฟไทยแพง” จนอุตสาหกรรมต้องหาทางรอด เบื้องหลังร่างเกณฑ์ AFTA 2570

2 days ago
1 min read

ข่าวกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมวิชาการเกษตร นัดประชุมคณะทำงานพืชกาแฟ ครั้งที่ 5/2569 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 เพื่อพิจารณา (ร่าง) หลักเกณฑ์การนำเข้ากาแฟภายใต้เขตการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ประจำปี 2570 พาดหัวข่าวในหน้าสื่อส่วนใหญ่ มักพุ่งเป้าไปที่เรื่องเดิม ๆ นั่นคือ “ชาวสวนกังวล กาแฟนอกทะลักทลายราคากาแฟไทย”


ทว่า หากมองทะลุกรอบความคิดเดิม แล้วเจาะลึกเข้าไปในโครงสร้างตัวเลขและกลไกเชิงพาณิชย์ของอุตสาหกรรมกาแฟไทยในปัจจุบัน จะพบความจริงอีกด้าน ในวันที่เกษตรกรหวาดกลัวการนำเข้า แต่อุตสาหกรรมแปรรูปและโรงงานกาแฟในประเทศกลับกำลังเผชิญวิกฤตขาดแคลนวัตถุดิบอย่างหนัก จนสู้ราคาในตลาดส่งออกไม่ได้


ร่างหลักเกณฑ์นำเข้าปี 2570 จึงไม่ใช่แค่เรื่องการตั้งกำแพงปกป้องเกษตรกร แต่เป็นการดึงกันไป ดึงกันมา ระหว่างความอยู่รอดของเกษตรกร กับทางรอดของอุตสาหกรรมแปรรูปไทยทั้งระบบ


ต้นตอของความย้อนแย้งนี้ เกิดจากโครงสร้างการผลิตที่ไม่สอดรับกับอัตราการบริโภค


ข้อมูลสถิติจากกรมส่งเสริมการเกษตรและสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร (สศก.) ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนภาพชัดเจนว่า ปริมาณความต้องการใช้เมล็ดกาแฟดิบ ทั้งอาราบิกาและโรบัสตาในประเทศไทย พุ่งสูงขึ้นทะลุ 100,000 ตันต่อปี ตามการเติบโตของวัฒนธรรมการดื่มกาแฟและอุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูป



แต่ในทางกลับกัน ปริมาณผลผลิตกาแฟดิบที่เกษตรกรไทยผลิตได้จริงกลับสวนทางกับความต้องการ ตัวเลขปริมาณผลผลิตในประเทศอยู่ในระดับเพียง 16,000 – 20,000 ตันต่อปี เท่านั้น โดยแบ่งเป็นโรบัสตาทางภาคใต้และอาราบิกาทางภาคเหนือ จึงทำให้เกิดช่องว่างวัตถุดิบ ทำให้ไทยขาดแคลนเมล็ดกาแฟดิบในระบบมากกว่า 80,000 ตันต่อปี หรือคิดเป็นภาวะพึ่งพาการนำเข้ามากกว่า 80% ของความต้องการทั้งหมด


เมื่อความต้องการสูง แต่ผลผลิตในประเทศมีจำกัด กลไกตลาดจึงดันให้ราคากาแฟดิบในประเทศ โดยเฉพาะโรบัสตา พุ่งสูงขึ้นจนแตะระดับนิวไฮ ในช่วง 1–2 ปีที่ผ่านมา ซึ่งแม้จะเป็นผลดีต่อรายได้ของเกษตรกรในระยะสั้น แต่กลับสร้างแรงกดดันมหาศาลต่อโครงสร้างต้นทุนของฝั่งอุตสาหกรรม


ฝั่งที่ได้รับผลกระทบจากราคากาแฟในประเทศที่พุ่งสูง คือ กลุ่มผู้ประกอบการแปรรูป กาแฟสำเร็จรูป (Instant Coffee) และผู้ผลิตเพื่อการส่งออก ด้วยต้นทุนกาแฟดิบโรบัสตาในประเทศไทยมีส่วนต่างสูงกว่าราคากาแฟดิบในตลาดโลก และสูงกว่าประเทศผู้ผลิตรายใหญ่ในอาเซียนอย่างเวียดนามหรืออินโดนีเซียอย่างมีนัยสำคัญ ทำให้อุตสาหกรรมแปรรูปกาแฟสำเร็จรูปของไทย ซึ่งเคยเป็นผู้ส่งออกสำคัญในภูมิภาค ไม่สามารถนำกาแฟดิบไทยราคาสูงไปแปรรูปเพื่อส่งออกสู้กับคู่แข่งในตลาดโลกได้ หากไม่มีการนำเข้าวัตถุดิบที่มีต้นทุนสอดคล้องกับกลไกราคาโลก เพราะปริมาณผลผลิตไทย 20,000 ตัน ไม่เพียงพอแม้กระทั่งจะป้อนโรงงานแปรรูปขนาดใหญ่เพียงไม่กี่แห่งในประเทศ หากปิดประตูการนำเข้า อุตสาหกรรมแปรรูปไทยย่อมต้องชะงักงัน

ดังนั้น สำหรับฝั่งอุตสาหกรรม การพิจารณา (ร่าง) หลักเกณฑ์ AFTA ปี 2570 จึงไม่ใช่การจ้องจะทำลายราคากาแฟไทย แต่คือการหาทางรอดเชิงวัตถุดิบ เพื่อรักษาฐานการผลิตและการจ้างงานในอุตสาหกรรมแปรรูปของประเทศไว้


ข้อเท็จจริงที่สังคมมักเข้าใจผิดเมื่อเห็นคำว่า AFTA (ภาษี 0%) คือการคิดว่าสินค้าจากประเทศเพื่อนบ้านจะไหลทะลักเข้ามาได้โดยเสรี แต่ในความเป็นจริง ภาครัฐบริหารจัดการผ่านมาตรการที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งร่างเกณฑ์ปี 2570 ที่กรมวิชาการเกษตรกำลังกลั่นกรอง มีจุดยุทธศาสตร์สำคัญที่ต้องจับตา 3 ด้าน คือ การกำหนดช่วงเวลานำเข้า (Import Window) ซึ่งเป็นกลไกสำคัญที่สุดในการคุ้มครองเกษตรกร คือการกำหนดห้ามนำเข้าเมล็ดกาแฟดิบตรงกับช่วงฤดูเก็บเกี่ยวผลผลิตในประเทศ (เช่น ช่วงพฤศจิกายน – มีนาคม) เพื่อให้ผลผลิตของเกษตรกรไทยถูกดูดซับออกจากตลาดก่อนที่กาแฟนอกจะเข้ามา การคุมคุณสมบัติผู้นำเข้า ตามหลักเกณฑ์ AFTA สำหรับเมล็ดกาแฟดิบ จะสงวนสิทธิ์ให้เฉพาะผู้ใช้วัตถุดิบจริง หรือโรงงานแปรรูปที่มีเครื่องจักรและกำลังการผลิตที่ชัดเจน หรือหน่วยงานรัฐเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้พ่อค้าคนกลาง นำเข้ามาเก็งกำไรตัดราคาเกษตรกร และข้อสุดท้ายคือ การตรวจสอบถิ่นกำเนิดสินค้า อย่างการเพิ่มความเข้มงวดในการตรวจใบรับรองถิ่นกำเนิด เพื่อป้องกันการสวมสิทธิกาแฟนอกอาเซียนเข้ามาใช้สิทธิภาษี 0%



ร่างเกณฑ์ปี 2570 จึงเปรียบเสมือนตาชั่ง ที่ภาครัฐพยายามดึงเชือกไว้สองฝั่ง ฝั่งหนึ่งประคบประงมราคาให้เกษตรกร และอีกฝั่งหนึ่ง เปิดวาล์วป้อนวัตถุดิบให้โรงงานอุตสาหกรรมไม่ให้อดตาย


หากไทยยังคงติดอยู่ในดราม่า เกษตรกรกลัวกาแฟนอก vs อุตสาหกรรมเรียกร้องการนำเข้าแบบปีต่อปี วงการกาแฟไทยจะไม่มีวันเดินไปข้างหน้าได้อย่างยั่งยืน ทางรอดของแต่ละภาคส่วนในสมการนี้ก็คือ เกษตรกรต้องหนีจาก Commercial Grade มุ่งสู่ Specialty & Micro-lot


เพราะเกษตรกรไทยต้องยอมรับความจริงว่า ด้วยต้นทุนค่าแรงและพื้นที่ปลูกที่มีจำกัด ไทยไม่สามารถแข่งขันเชิงปริมาณหรือแข่งราคาเชิงพาณิชย์กับเวียดนามได้อีกต่อไป ทางรอดเดียวคือการยกระดับผลผลิตเข้าสู่ตลาด Specialty Coffee ที่วัดกันด้วย Cupping Score, Processing Technique และ Storytelling ซึ่งตลาดกลุ่มนี้ ไม่ได้รับผลกระทบจากมาตรการนำเข้า AFTA เนื่องจากผู้บริโภคและโรงคั่วสเปเชียลตี้ พร้อมจ่ายราคาพรีเมียมให้กับคุณภาพและโปรไฟล์รสชาติที่เป็นเอกลักษณ์ของกาแฟไทยอยู่แล้ว


ภาครัฐต้องทำให้ระบบการพิจารณาอนุญาตนำเข้ามีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่อนุญาตให้เกิดการลักลอบนำเข้านอกระบบ ควบคู่กับการสนับสนุนเทคโนโลยีการเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้แก่เกษตรกรในประเทศ เพื่อลดต้นทุนการผลิตต่อกิโลกรัมลง โดยที่ไม่ต้องไปกดราคารับซื้อ


ข่าวการประชุมร่างเกณฑ์นำเข้ากาแฟ AFTA ปี 2570 เมื่อวันที่ 22 กันยายน 2569 จึงไม่ใช่ข่าวสารประจำวันของภาครัฐ แต่เป็นสัญญาณเตือนที่บอกเราว่า โมเดลอุตสาหกรรมกาแฟไทยกำลังมาถึงจุดเปลี่ยน เกษตรกรไม่สามารถพึ่งพากำแพงการกีดกันทางการค้าเพื่อรักษาให้อุตสาหกรรมซื้อกาแฟไทยในราคาแพงกว่าตลาดโลกได้ตลอดไป ในขณะเดียวกัน อุตสาหกรรมก็ไม่สามารถทิ้งเกษตรกรในประเทศ เพื่อหันไปพึ่งพาวัตถุดิบนอกบ้านได้ 100% เช่นกัน การติดตามร่างเกณฑ์ปี 2570 ที่จะประกาศใช้อย่างเป็นทางการในอนาคตนี้ จึงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายใน Chain กาแฟไทย ต้องมองให้ทะลุมากกว่าแค่เรื่องราคาตกหรือราคาขึ้น แต่คือการมองหาตำแหน่งแห่งที่ของตัวเองในโครงสร้างใหม่นี้ให้เจอ



นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ

และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ

- - -

Facebook : Coffee Traveler

Youtube : Coffee Traveler

Comments


ผู้สนับสนุนกาแฟโครงการ Sustainable Sips

Supporting Coffee Partners of the Sustainable Sips Project

นฤนันท์ร้าน-Lama-Roaster.jpg
คุณทัศนีย์-ร้าน-Sway-Gray-Coffee.jpg
ร้าน-MIDLAND.jpg
ชวนชัย--คุณปอง.png
Untitled-1.jpg
images.png
bottom of page