เจาะลึกตลาดกาแฟจีนผ่านมุมมอง Alexis Rubinstein โอกาสทองที่ไทยพลาด หากยังไม่ปลดล็อกกฎหมายนำเข้า – ส่งออก กาแฟสาร
ในขณะที่วงการกาแฟระดับโลก กำลังจับตาความเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างของตลาดเอเชีย บทความวิเคราะห์ล่าสุดจาก Alexis Rubinstein บรรณาธิการบริหาร (Managing Editor) แห่ง Coffee Network (StoneX) ในหัวข้อ "China's Coffee Boom Keeps Import Demand Strong Despite Growth in Yunnan Production" ได้ฉายภาพสะท้อนที่น่าสนใจยิ่งเกี่ยวกับ ปรากฏการณ์กาแฟบูมในประเทศจีน ซึ่งไม่เพียงแต่ฉายให้เห็นความต้องการบริโภคที่พุ่งทะยานอย่างรวดเร็ว แต่ยังชี้ให้เห็นถึงช่องว่างมหาศาลระหว่าง supply ในประเทศ และ demand ที่ส่งผลให้จีนกลายเป็นหนึ่งในผู้นำเข้ากาแฟสาร (Green Coffee Beans) รายใหญ่ที่สุดในภูมิภาค
บทความชิ้นนี้ไม่เพียงแต่ฉายภาพอุตสาหกรรมกาแฟจีนได้อย่างคมคาย แต่ยังส่งสัญญาณเตือนมายังประเทศไทย ประเทศผู้ผลิตกาแฟเพื่อนบ้านที่มีศักยภาพ แต่กลับถูกจำกัดด้วยข้อกฎหมายภายใน จนอาจเสียโอกาสทองในตลาดมหาอำนาจแห่งนี้ไปอย่างน่าเสียดาย
Alexis Rubinstein ชี้ให้เห็นว่า โครงสร้างกาแฟของจีนในปัจจุบัน กำลังดำเนินไปในลักษณะ Dual Role หรือการรับบทบาทคู่ขนาน นั่นคือการเป็นทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภคมหาอำนาจ โดยมีประเด็นวิเคราะห์หลักดังนี้

1. ความต้องการบริโภคพุ่งสูงเกินกว่าผลผลิตในประเทศ
จากข้อมูลของกระทรวงเกษตรสหรัฐฯ (USDA) ความต้องการบริโภคกาแฟในจีน พุ่งสูงขึ้นแตะระดับประมาณ 6.75 ล้านกระสอบ (กระสอบละ 60 กิโลกรัม) แรงขับเคลื่อนหลักมาจากอัตราการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของเชนร้านกาแฟในประเทศ นำโดย Luckin Coffee ที่ประกาศเปิดสาขาใหม่เพิ่มขึ้นกว่า 5,200 สาขาในปี 2026 เพียงปีเดียว ส่งผลให้พฤติกรรมการดื่มกาแฟแพร่กระจายจากเมืองใหญ่ระดับ Tier 1 ไปสู่กลุ่มคนรุ่นใหม่ ในเมืองระดับรองอย่างรวดเร็ว
2. มณฑลยูนนานกับการรับมือวิกฤตทางเกษตรกรรม
แม้ว่ามณฑลยูนนาน (Yunnan) จะเป็นฐานการปลูกกาแฟอาราบิกาหลักของจีน ที่มีผลผลิตเฉลี่ย 1.5 - 2 ล้านกระสอบต่อปี และได้รับเงินทุนอุดหนุนจากทั้งภาครัฐและเอกชนอย่างต่อเนื่อง แต่ในรอบการเพาะปลูกปี 2024 ยูนนานต้องเผชิญกับสภาพอากาศแปรปรวน และการแพร่ระบาดของเชื้อรา Fusarium ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ ยังขาดความรู้และประสบการณ์ในการจัดการ โรคพืชนี้ ส่งผลกระทบโดยตรงต่อทั้งปริมาณผลผลิตและคุณภาพของเมล็ดกาแฟ
3. พึ่งพาการนำเข้า 60% สื่อถึงโอกาสอันไร้ขีดจำกัด
Rubinstein สรุปไว้อย่างชัดเจนว่า แม้ยูนนานจะพยายามเร่งพัฒนาศักยภาพการผลิตเพียงใด แต่อัตราการเติบโตของผลผลิตภายในประเทศก็ยังตามไม่ทันอัตราการบริโภคที่เติบโตอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้จีนต้องพึ่งพาการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศสูงถึง 60% ของความต้องการทั้งหมด ทั้งในรูปแบบกาแฟสาร (Green Beans), กาแฟคั่ว และผลิตภัณฑ์พร้อมดื่ม
ข้อสรุปเชิงวิเคราะห์ของ Rubinstein สื่ออย่างตรงไปตรงมาว่า จีนจะไม่เหมือนประเทศผู้ผลิตอื่น ๆ ที่เมื่อคนในประเทศดื่มกาแฟมากขึ้น ยอดส่งออกจะลดลง แต่สำหรับจีน ยิ่งวัฒนธรรมการดื่มกาแฟขยายตัวมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งสร้างความต้องการนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศมากขึ้นเท่านั้น
แล้วมีประเทศใดบ้าง ที่สามารถนำส่งกาแฟสารเข้าจีนได้ในปัจจุบัน
จากสภาวะการนำเข้าที่พุ่งสูงนี้ ประเทศผู้ผลิตกาแฟชั้นนำของโลก ต่างเร่งทำข้อตกลงทางการค้าและพิธีสารทางการเกษตรเพื่อส่งออกกาแฟสารเข้าสู่ตลาดจีน โดยประเทศหลัก ๆ ที่ได้รับสิทธิ์และครองสัดส่วนการส่งออกกาแฟสารเข้าจีนในปัจจุบันคือประเทศบราซิล ที่เป็นซัพพลายเออร์กาแฟอาราบิการายใหญ่ที่สุด ครองตลาดกาแฟพาณิชย์ สำหรับเชนร้านกาแฟและโรงงานแปรรูป ประเทศเวียดนาม ผู้ส่งออกกาแฟโรบัสตารายใหญ่ที่สุดเข้าสู่จีน ตอบโจทย์อุตสาหกรรมกาแฟสำเร็จรูปและสกัดเย็นประเทศโคลอมเบียและเอธิโอเปีย ที่ครองตลาดกาแฟคุณภาพสูง และกาแฟพิเศษ (Specialty Coffee) ประเทศอินโดนีเซีย และฮอนดูรัส ซึ่งฮอนดูรัสเพิ่งบรรลุข้อตกลงทางการทูต และพิธีสารส่งออกกาแฟสารเข้าจีนได้สำเร็จเมื่อไม่นานมานี้
และการที่ประเทศไทย ต้องการจะส่งออกกาแฟสารไปยังประเทศจีนอย่างถูกต้องตามกฎหมายนั้น มีขั้นตอนและเงื่อนไขสำคัญทางการค้าและสุขอนามัยพืช ที่ต้องปลดล๊อกอย่าง การเปิดประตูพิธีสารทางการเกษตร (SPS Protocol) กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ของไทย ต้องเจรจาจัดทำพิธีสาร ว่าด้วยข้อกำหนดสุขอนามัยพืชสำหรับการส่งออกเมล็ดกาแฟดิบ ร่วมกับ GACC (General Administration of Customs of the People's Republic of China) หรือสำนักงานศุลกากรแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน โรงงานแปรรูป ลานตาก และผู้ส่งออกกาแฟของไทย ต้องได้รับการรับรองมาตรฐานและลงทะเบียนผ่านระบบ CIFER (China Import Food Enterprises Registration) ของ GACC เพื่อยืนยันมาตรฐานความปลอดภัย ปราศจากศัตรูพืช และเชื้อรา contaminants และสินค้าทุกล็อต ต้องผ่านการตรวจวิเคราะห์และออกใบรับรองจากกรมวิชาการเกษตร เพื่อยืนยันว่าไม่มีศัตรูพืชกักกันตามที่จีนกำหนด
และถึงแม้ในฝั่งจีนจะมีขั้นตอนการเปิดรับ แต่ปัญหาที่แท้จริงกลับเกิดขึ้นจากกฎหมายภายในของประเทศไทยเอง เพราะประเทศไทยมีกฎหมายและมาตรการคุ้มครองเกษตรกรที่เข้มงวด โดยเฉพาะพระราชบัญญัติการกักพืช และมาตรการภาษี/โควตาการนำเข้ากาแฟสาร (ภายใต้กรอบ WTO และ AFTA) รวมถึงข้อบังคับที่ห้ามนำเข้ากาแฟสารจากต่างประเทศเข้ามาแปรรูปเพื่อการส่งออกโดยเสรี หรือมีกำแพงภาษีนำเข้านอกโควตาสูงถึง 90%
เจตนาเดิมของกฎหมายนี้ คือการปกป้องเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟในประเทศ ไม่ให้ถูกกาแฟสารราคาถูกจากต่างประเทศเข้ามาทุ่มตลาด แต่ในสภาวะปัจจุบัน กฎหมายฉบับนี้กำลังกลายเป็นพันธนาการ ที่ย้อนกลับมาทำลายโอกาสทางเศรษฐกิจของไทย เพราะวันนี้ ผลผลิตกาแฟไทย ไม่พอต่อการบริโภคภายใน และไม่พอสำหรับการส่งออก และประเทศไทยผลิตกาแฟสารทั้งอาราบิกาและโรบัสตา ได้รวมกันเพียงประมาณ 20,000 – 25,000 ตันต่อปี แต่ในขณะที่ความต้องการบริโภคภายในประเทศสูงเกิน 80,000 ตันต่อปีไปแล้ว นั่นหมายความว่า ลำพังแค่ผลิตให้คนไทยดื่ม กาแฟไทยก็ขาดตลาดอยู่แล้ว ไทยจึงไม่มีกาแฟสารปริมาณมากพอ ที่จะส่งออกไปบุกตลาดจีนได้ในสเกลอุตสาหกรรม

หากประเทศไทยไม่มีกฎหมายล็อกการนำเข้ากาแฟสาร ผู้ประกอบการ โรงคั่ว และโรงงานแปรรูปกาแฟของไทย ซึ่งมีความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีการคั่ว การแต่งรสชาติ (Flavoring) และการทำแบรนด์ระดับท็อปของอาเซียน จะสามารถนำเข้ากาแฟสารคุณภาพดีราคาเหมาะสมจากทั่วโลก เช่น บราซิล เอธิโอเปีย หรือเวียดนาม เข้ามาคั่ว เบลนด์ และแปรรูปในประเทศไทย แล้วส่งออกไปขายให้เชนร้านกาแฟในจีน ได้อย่างมหาศาล
เพราะการส่งออกกาแฟคั่วหรือกาแฟผสม (Coffee Blends) มีมูลค่าสูงกว่าการขายกาแฟสารดิบหลายเท่า การที่กฎหมายไทยกีดกันการนำเข้ากาแฟสารอย่างตึงตัว ทำให้โรงคั่วกาแฟไทยไม่สามารถสร้าง economies of scale หรือการแข่งขันด้านต้นทุนกับโรงคั่วในเวียดนามหรือมาเลเซีย ที่มีเขตการค้าเสรีและกฎหมายรองรับการนำเข้าเพื่อแปรรูปส่งออก (Re-export) ได้
บทความของ Alexis Rubinstein ชี้ให้เห็นชัดเจนว่า ตลาดจีนกำลังกระหายกาแฟอย่างไม่เคยปรากฏมาก่อน และการพึ่งพาการนำเข้า 60% ของจีนคือเค้กชิ้นโตที่ผู้เล่นทั่วโลกกำลังรุมแบ่ง
หากประเทศไทยยังคงแช่แข็งกฎหมายนำเข้ากาแฟสารไว้ด้วยมุมมองเดิม ๆ โดยไม่แยกแยะระหว่างการนำเข้าเพื่อบริโภคในประเทศ (ที่ต้องคุ้มครองเกษตรกร) กับ การนำเข้าเพื่อแปรรูปสร้างมูลค่าเพิ่มแล้วส่งออก ไทยก็จะทำได้เพียงแค่นั่งมองประเทศเพื่อนบ้านอย่างเวียดนามหรือแม้แต่มาเลเซีย โกยเงินดอลลาร์จากการเป็นผู้ป้อนวัตถุดิบและกาแฟคั่วให้แก่ตลาดจีน
การปลดล็อกกฎหมายฉบับนี้ ไม่ใช่การทำร้ายเกษตรกรไทย แต่คือการสร้างอุตสาหกรรมกาแฟไทยทั้งระบบให้ใหญ่ขึ้น เพื่อให้กาแฟไทยเกรดพรีเมียมได้ยืนหยัดในฐานะ Specialty Product ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมคั่ว แปรรูปไทย สามารถเติบโตเป็น Hub ของเอเชียที่พร้อมจะบุกตลาดจีนได้อย่างแท้จริง
นิตยสารที่จัดพิมพ์ขึ้นเพื่อเป็นการส่งผ่านความรู้ทางด้านกาแฟ
และเสริมมุมความคิดในด้านธุรกิจกาแฟ
- - -
Facebook : Coffee Traveler
Instagram : coffeetraveler_magazine
Youtube : Coffee Traveler
Blockdit : I am Coffee Traveler / coffeetravelermag















Comments